ผลการสืบสวนเบื้องต้นของทางการเมียนมาระบุว่า พบวัตถุระเบิดจำนวนอย่างน้อย 3 ลูกที่ถูกติดตั้งเอาไว้ภายในกล่องพัสดุจำนวน 2 กล่อง ที่ถูกส่งมายังคลังไปรษณีย์ของเรือนจำอินเส่ง
ระเบิด 3 ลูกในกล่องพัสดุ 2 ใบ ได้ระเบิดขึ้นไล่เลี่ยกันในเวลาประมาณ 09.40 น. ของเช้าวันพุธ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการพัสดุของเรือนจำ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทางเข้าเรือนจำและผู้คุมของเรือนจำเสียชีวิตรวม 3 นาย
แรงระเบิดยังทำให้มีพลเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติที่เดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องขังเสียชีวิตอีก 5 ราย หนึ่งในเป็นเด็กผู้หญิงวัย 9 ขวบ
ข้อมูลจากพยานคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์และรอดชีวิตมาได้ระบุว่า ช่วงเวลาก่อนจะเกิดเหตุระเบิดนั้น เจ้าหน้าที่ของเรือนจำกำลังจัดเรียงพัสดุ และมีญาติๆ ของบรรดาผู้ต้องขังยืนต่อแถวรอส่งพัสดุอยู่เป็นจำนวนมาก
จากนั้นระเบิดลูกแรกในกล่องพัสดุใบที่หนึ่งได้ระเบิดขึ้น จากนั้นระเบิดอีก 2 ลูกที่อยู่ในกล่องพัสดุอีกใบก็ระเบิดตาม
หลังสิ้นเสียงระเบิด มีกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายเปิดฉากกราดยิงเข้าใส่เรือนจำอินเส่งนานหลายนาที เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของเรือนจำอินเส่งและทหารเมียนมาที่รักษาความปลอดภัยอยู่ด้านนอก ยิงปืนตอบโต้กลับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญและการนองเลือดครั้งที่รุนแรงที่สุดของเรือนจำอินเส่งในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่นักโทษในเรือนจำแห่งนี้ก่อจลาจลเมื่อปี 2011
หลังเกิดเหตุ มีการยืนยันว่ากล่องพัสดุที่มีระเบิดซุกซ่อนมาด้วยนั้น มีการจ่าหน้าซองถึงนักโทษ 2 คน ที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ และในขณะนี้ได้มีการนำตัวนักโทษทั้งสองไปสอบสวนแล้ว
ทั้งนี้ 8 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุระเบิด กลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่า องค์กรพันธกิจพิเศษแห่งพม่า (the Special Task Agency of Burma หรือ: STA) ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าการโจมตีเรือนจำอินเส่งด้วยระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ในพัสดุไปรษณีย์ครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มตัวเอง
กลุ่มติดอาวุธ STA อ้างว่า การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสังหารผู้บัญชาการของเรือนจำอินเส่ง ที่อยู่เบื้องหลังการกดขี่และทรมานผู้ต้องขังภายในเรือนจำแห่งนี้ รวมถึงเพื่อเป็นการแก้แค้นต่อพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา ที่กดขี่และปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง นับตั้งแต่ที่ตัวเขาก้าวขึ้นครองอำนาจ หลังการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน ที่นำโดยนางอองซานซูจี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปี 2021
อย่างไรก็ดี สถานีโทรทัศน์เอ็มอาร์ทีวี (MRTV) ของรัฐบาลทหารเมียนมา ออกคำแถลงประณามผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ปฏิเสธที่จะอ้างถึงชื่อของกลุ่ม STA โดยตรง
สถานีโทรทัศน์ MRTV ยังรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่พบระเบิดลูกที่ 4 อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเป็นระเบิดแบบที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเอง เช่นเดียวกับระเบิดทั้งสามลูกแรก แต่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้และทำลายได้ทัน ก่อนที่ระเบิดลูกที่ 4 นี้จะทำงานเรือนจำอินเส่ง มีความสำคัญอย่างไร?
เรือนจำอินเส่ง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตมะยังกอน (Mayangon) ในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าและศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศเมียนมา มาช้านาน
คณะผู้ปกครองอาณานิคมจากอังกฤษเป็นผู้สร้างเรือนจำอินเส่งแห่งนี้ ก่อนเปิดใช้งานตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1887 หรือเมื่อ 135 ปีก่อน เพื่อใช้คุมขังชาวพม่าในอาณานิคมที่กระทำผิดกฏหมาย รวมถึงชาวพม่าที่ต่อต้านการปกครองของอังกฤษในสมัยนั้น
เรือนจำแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของระบอบการปกครองที่กดขี่และโหดร้ายต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ยุคที่พม่าตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษ ต่อเนื่องมาจนถึงการปกครองในยุครัฐบาลทหารหลายชุดของเมียนมาหลังจากได้รับเอกราชแล้ว
นับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารพม่าหลายชุดที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองอำนาจต่างใช้เรือนจำแห่งนี้เป็นสถานที่หลักสำหรับคุมขังรวมถึงใช้เป็นสถานที่ในการทรมานนักโทษและกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง
จากข้อมูลพบว่า จำนวนนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอินเส่งแห่งนี้มีมากกว่า 12,400 คนและเชื่อว่ามากกว่า 4,300 คนในจำนวนนี้เป็นนักโทษทางการเมืองที่ถูกจับกุมคุมขัง ภายหลังการรัฐประหารของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เมื่อปีที่แล้ว
นับตั้งแต่ที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ทำการก่อรัฐประหารโค่นอำนาจรัฐบาลพลเรือนของนางอองซานซูจีเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ก็ได้เกิดการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารกระจายไปในหลายเมืองทั่วเมียนมา ขณะที่คณะรัฐประหารก็ได้ใช้วิธีการรุนแรงในการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลทหาร หรือไม่ก็รวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธภาคประชาชน
จนถึงขณะนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการถูกรัฐบาลทหารสังหารหลังการยึดอำนาจเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ มีจำนวนอย่างน้อย 3,900 ราย และมีประชาชนอีกกว่า 15,000 คน ถูกจับกุมคุมขังอยู่ตามเรือนจำต่างๆทั่วประเทศ รวมถึงที่เรือนจำอินเส่งนี้ เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ไม่ใช่เหตุนองเลือดครั้งแรกในเรือนจำอินเส่ง
- ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อปี 1991 นักโทษจำนวนหลายพันคนในเรือนจำแห่งนี้รวมตัวกันอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องให้ทางเรือนจำปรับปรุงการดูแลสุขภาพของนักโทษ และเรียกร้องสิทธิให้บรรดาผู้ต้องขังได้อ่านหนังสือพิมพ์ แต่นักโทษกลุ่มนี้กลับถูกจับและนำตัวไปทรมาน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่ชัดจากเหตุการณ์ครั้งนี้
- ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ปี 2008 เจ้าหน้าที่เรือนจำอินเส่งก่อเหตุใช้อาวุธปืนสังหารหมู่นักโทษมากกว่า 36 ศพ และนักโทษอีก 4 รายถูกนำตัวไปทรมานจนตาย โดยอ้างว่าต้องป้องกันตัวเองจากการก่อจลาจลของนักโทษ โดยที่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่สามารถดำเนินคดีใดๆ กับเจ้าหน้าที่เรือนจำอินเส่งในเหตุการณ์นี้ได้
-ครั้งที่สาม วันที่ 24 พฤษภาคม 2011 กลุ่มนักโทษทางการเมืองจำนวนกว่า 30 คนรวมตัวอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษในเรือนจำให้ดีขึ้น แต่การประท้วงของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จและถูกสลาย หลังจากแกนนำการประท้วงถูกจับแยกไป “ขังเดี่ยว”
- ครั้งที่ 4 วันที่ 19 ตุลาคม 2022 หรือเมื่อวานนี้ กับเหตุโจมตีจากระเบิดที่ซุกซ่อนมาในกล่องพัสดุที่จ่าหน้าซองถึงนักโทษในเรือนจำอินเส่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 รายและบาดเจ็บอีก 18 คน