ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง สิ่งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือ นโยบายต่างประเทศ นับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2012 และในฐานะประธานาธิบดีเมื่อ 14 มีนาคม 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ปรับเปลี่ยนโยบายต่างประเทศของจีน จากที่ถูกเปรียบเหมือน “มังกรถ่อมตน” ซึ่งเป็นแนวจีนยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคเติ้ง เสี่ยวผิง มาสู่สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “มังกรผงาด" ผลักดันจีนให้มีบทบาทเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในเวทีระดับโลก
ในอดีต จีนหลีกเลี่ยงการทำตัวเป็นจุดสนใจในเวทีโลก นี่คือการทูตแบบอ่อนน้อมถ่อมตน นโยบายต่างประเทศที่จีนยึดถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง , เจียง เจ๋อ หมิง และ หู จิ่นเทา แต่สำหรับ สี จิ้นผิง เขามองว่า จีนมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมทุกประการ ต่อการก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจในโลกยุคใหม่ ทั้งด้านเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ซึ่งไม่จำเป็นอีกแล้วที่จีนจะต้อง “อ่อนน้อมถ่อมตน” อีกต่อไป
กว่า 1 ทศวรรษ จากปี 2012 จนถึงปัจจุบัน สี จิ้นผิง ได้ผลักดันให้จีนกระโดดเข้าร่วมในกิจการด้านต่างๆ ของโลกอย่างเต็มตัว ประกาศตัวเป็น “คู่แข่งขัน” ของสหรัฐฯและชาติตะวันตก ที่เคยผูกขาดครองอำนาจในเวทีโลก มาต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
ยุทธศาสตร์หนึ่งในการขยายอิทธิพลเข้าสู่เวทีโลกของจีน คือ การผลักดันโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (The Belt and Road Initiative : BRI) หรือที่เรียกว่า โครงการ “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” มีเป้าหมายเชื่อมจีนเข้ากับโลกด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่งตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงยุโรป เมกะโปรเจ็คต์ผุดขึ้นในประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เส้นทางรถไฟอี้อู-ลอนดอน (Yiwu-London railway) ระยะทาง12,000 กิโลเมตร ท่าเรือน้ำลึกฮัมบันโตตา ประเทศศรีลังกา และโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว
เงินกว่า 843,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 31.5 ล้านล้านบาท ถูกทุ่มในการสร้างเมกะโปรเจกต์ 13,500 โครงการ ประเทศที่เป็นลูกหนี้จำนวนมากเป็นประเทศยากจนในเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา ตลอดจนประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ในมหาสมุทรแปซิฟิก หลายประเทศ เช่น จีบูติ สปป.ลาว แซมเบีย และคีร์กิซสถาน มีหนี้สินที่ติดค้างจีน คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 20 หรือราว 1 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
จีนได้รับการยอมรับนับถือยำเกรงจากนานาประเทศ กลายเป็น “สถานะใหม่” ที่จีน ไม่เคยได้รับมาก่อน อย่างไรก็ตาม หลายเมกะโปรเจคต์ล้มเหลว หลายโครงการไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้า บางประเทศต้องเผชิญล้มละลายทางเศรษฐกิจหลังจากไม่สามารถชำระหนี้คืนจีนได้ หนึ่งในนั้น คือ ศรีลังกา
ท่าเรือฮัมบันโตตา ท่าเรือขนาดใหม่แห่งนี้ใช้เงินกู้จากจีนถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 37,400 ล้านบาทในการก่อสร้าง ความฝันก่อนการสร้าง คือ ท่าเรือแห่งนี้จะรองรับการขนส่งทางทะเลของศรีลังกาแทนท่าเรือหลักในกรุงโคลอมโบ แต่ในความเป็นจริง ท่าเรือนี้เผชิญอุปสรรคปัญหามากมายจนแทบไม่มีเรือสินค้าเข้า ในที่สุดรัฐบาลศรีลังกาซึ่งไม่สามารถจ่ายหนี้คืนจีนได้ต้องยอมให้บริษัทของทางการจีนได้สิทธิเช่าท่าเรือนาน 99 ปี เพื่อแลกกับการลงทุนจากจีนต่อ นี่คือสิ่งที่หลายคนหลายคนเรียกว่า “กับดักหนี้” (Debt-trap)
เมะโปรเจกต์ในหลายประเทศล้มเหลวไม่ใช่เพียงเพราะการคาดการณ์ผิดพลาด แต่รัฐบาลของประเทศที่กู้เงินจากจีนจำนวนมากไม่มีความโปร่งใส มีการคอรัปชั่นและโกงกิน กรณีท่าเรือฮัมบันโตตา โครงการนี้เดินหน้าก่อสร้างโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ นอกจากท่าเรือศรีลังกา สนามบิน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า เขื่อน ถนนในหลายประเทศต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจีนเมื่อรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นไม่สามารถจ่ายหนี้ได้
ในทางการทหาร จีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพ มีการสั่งการให้ปฏิรูปกองทัพให้ก้าวล้ำนำสมัย เพื่อปูทางให้จีนมีศักยภาพ "ในการสู้รบและชนะสงคราม" ให้ได้ภายในปี 2049 จีนเริ่มรุกคืบอิทธิพลเข้าในอินโดแปซิฟิกรวมถึงทะเลจีนใต้ การขยายอิทธิพลของจีนเริ่มถูกตั้งคำถาม และมีมากขึ้นเมื่อจีนมีท่าทีที่คลุมเครือต่อสงครามในยูเครน
ในการประชุมใหญ่นาโตเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชื่อของจีนถูกระบุในเอกสารด้านยุทธศาสตร์นาโตเป็นครั้งแรกในฐานะความท้าทายที่สำคัญ เลขาธิการนาโตระบุว่า แม้จีนไม่ใช่ศัตรูของนาโต ยังไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่นาโตก็ต้องระวัง ซึ่งจุดยืนของนาโตสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีน และออกมาตอบโต้นาโตทันที
การเปลี่ยนแปลงระดับนโนบายยังส่งผลต่อพลเรือนชาวจีน ที่เริ่มตกเป็นการกีดกันจนถึงทำร้ายร่างกายในหลายประเทศ หนึ่งในนั้นคือ ปากีสถาน ประเทศที่มีสถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บของชาวจีนสูงที่สุดแห่งหนึ่ง เหตุสะเทือนขวัญที่มีชาวจีนตกเป็นเหยื่อในปากีสถาน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่มมือปืนซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ป่วย ก่อเหตุบุกเข้าไปสังหารทันตแพทย์ชาวจีน พร้อมกับทำร้ายลูกจ้างชาวจีนได้รับบาดเจ็บอีก 2 คนในคลีนิก ทันตกรรมแห่งหนึ่งที่นครการาจี ของปากีสถาน
รายงานระบุว่า คลีนิกทันตกรรมของหมอชาวจีนรายนี้ เปิดให้บริการในพื้นที่มานานกว่า 40 ปีแล้ว แต่ในระยะหลังทางคลีนิกเริ่มได้รับจดหมายข่มขู่รูปแบบต่างๆ ก่อนเหตุสังหาร
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน ครูสอนภาษาจีน 3 คน และคนขับรถชาวปากีสถานถูกสังหารโดยมือระเบิดฆ่าตัวตายกลางนครการาจี ใกล้กับที่ตั้งของสถาบันวัฒนธรรมขงจื้อ (Confucius Institute) ขณะที่ทั้งหมดอยู่บนรถตู้โดยสาร กองทัพปลดปล่อยบาโลช หรือ BLA กลุ่มติดอาวุธซึ่งมีจุดยืนต่อต้านการลงทุนจากจีนออกมาประกาศว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี โดยระบุว่า ทุนจากจีนไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนท้องถิ่นแต่เป็นเพื่อ “ความมั่งคั่งของจีน” ฝ่ายเดียว
การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ของจีนในยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไม่เพียงแต่พาจีนก้าวขึ้นผงาดในฐานะชาติมหาอำนาจใหม่ของโลกแล้ว แต่ยังพาจีนเข้าสู่ความท้าทายใหม่ๆ ด้วย....นี่คือบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงหลังเปลี่ยนจีนจากนโยบาย “มังกรถ่อมตน” ที่ดำเนินมาหลายสิบปีให้กลายมาเป็นยุค “มังกรผงาด"