UN เผยยุโรปร้อนขึ้น 2 เท่าจากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก

โดย PPTV Online

เผยแพร่

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเผยว่าทวีปยุโรปเผชิญกับอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก และกลายเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงกว่าทวีปอื่น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (UN) และ โคเปอร์นิคัส คลายเมท เชน เซอร์วิส (Copernicus Climate Change Service) ของสหภาพยุโรปได้เผยแพร่รายงานร่วมกันเมื่อวานนี้ (2 พฤศจิกายน 2565) ระบุว่า ทวีปยุโรปมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา และยังเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าทวีปอื่นๆ โดยในช่วงแต่ละทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 1991 อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น 0.5 องศาเซลเซียส

เพทเตอรี ตาลาส (Petteri Taalas) เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่า ทวีปยุโรปถือเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนได้เด่นชัด และเตือนว่าแม้แต่สังคมที่มีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี ก็ไม่ปลอดภัยจากผลกระทบจากของสภาพอากาศสุดขั้ว

ทั้งนี้ทวีปยุโรปเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นฮอตสปอตของคลื่นความร้อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลวร้ายลงเรื่อย ๆ โดยปีที่แล้วได้สร้างความเสียหายให้กับยุโรปมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับยุโรปถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ก้าวหน้าที่สุดเมื่อพูดถึงความร่วมมือระหว่างพรมแดนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตั้งแต่ปี 1990 จนถึง 2020 สหภาพยุโรปได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 31% และตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 55 % ภายในปี 2030

 

วาฬสีน้ำเงิน กินไมโครพลาสติก 10 ล้านชิ้นต่อวัน

สวนสัตว์ออสซี่ล็อกดาวน์ หลังสิงโต 5 ตัว หลุดออกจากกรง

หัวหน้าศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ของ โคเปอร์นิคัส ระบุว่า ยุโรปมีความเสี่ยงต่อความแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่ยังคงเป็นแนวหน้าในความพยายามระดับนานาชาติในการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาและปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยูเนสโก ที่เฝ้าติดตามธารน้ำแข็ง 18,600 จุดในแหล่งมรดกโลก 50 แห่ง ได้เปิดเผยรายงาน โดยระบุว่า ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางแห่ง รวมถึงธารน้ำแข็งในเทือกเขาโดโลไมท์ ในอิตาลี อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี เยลโลว์สโตนในสหรัฐอเมริกา และภูเขาคิลิมันจาโรในแทนซาเนีย หายไปภายในปี 2050

ขณะที่ธารน้ำแข็งส่วนที่เหลือสามารถรักษาเอาไว้ได้ โดยการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์การปล่อยมลพิษของธุรกิจต่างๆ ตามปกติ อาจทำให้ธารน้ำแข็งในแหล่งมรดกโลกประมาณ 50% หายไปเกือบทั้งหมดภายในปี 2100

สำหรับธารน้ำแข็งในแหล่งมรดกโลกตามที่ยูเนสโกกำหนดไว้ เป็นตัวแทนของพื้นที่ธารน้ำแข็งประมาณ 10 % ของโลก และพื้นที่เหล่านี้ได้สูญเสียธารน้ำแข็งโดยเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่น 8 พันล้านตันในทุกปี ซึ่งตรงนี้มีส่วนทำให้น้ำทะเลทั่วโลกเกือบ 5% มีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และมีความเสี่ยงสูงในการเกิดพายุไซโคลน และพายุอื่นๆ รวมถึงคลื่นสึนามิด้วย

 

คอนเทนต์แนะนำ
ยึดทรัพย์เพียบ ยาบ้าอื้อ เจอ 1 เดือน ยึดทรัพย์ได้กว่า 3,000 ล้านบาท จับผู้ต้องกว่า 30,000 คน
ผู้นำเกาหลีใต้สั่งสอบปม ตร.เมินสายโทรแจ้ง ก่อนเกิดเหตุอิแทวอน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

สารพัดมิตร

สารพัดมิตร

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ