เกาหลีเหนือ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM แต่ไม่สำเร็จ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




คาบสมุทรเกาหลีเหนือร้อนระอุต่อเนื่อง หลังจากเมื่อวานนี้เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเข้าใส่เกาหลีใต้ไม่น้อยกว่า 23 ลูก และมี 1 ลูกไปตกใกล้เขตแดนเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศแยกออกจากกัน

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 3 พ.ย.)  เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธใส่ทะเลตะวันออกใกล้กับน่านน้ำญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อีกครั้ง โดยการยิงเมื่อเช้าที่ผ่านมา มีประด็นที่ต้องติดตาม 2 เรื่องที่สำคัญ เรื่องแรกคือ ญี่ปุ่นออกมาบอกว่า ขีปนาวุธที่ยิงออกมามีการตรวจจับได้ยากขึ้น เรื่องที่สอง คือ ขีปนาวุธลูกหนึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปหรือ ICBM ที่สามารถยิงไปได้ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

เกาหลีใต้-สหรัฐฯ ตอบโต้เกาหลีเหนือ ยิงทดสอบขีปนาวุธบ้าง

เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ยิงขีปนาวุธเข้าเขตอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คณะเสนาธิการร่วมกองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเข้าใส่อีกรอบ หลังจากเมื่อวานนี้ยิงเข้ามาถึง 23 ลูก

สำหรับจำนวนขีปนาวุธที่ยิงเมื่อเช้าที่ผ่านมา มีทั้งหมด 3 ลูก หนึ่งในนั้นคาดว่าอาจจะเป็น ขีปนาวุธชนิดข้ามทวีปหรือ ICBM โดยคาดว่าทั้งหมดตกลงในทะเลตะวันออก

โดยลักษณะทางกายภาพของทะเลตะวันออกหรือทะเลญี่ปุ่น ซึ่งขีปนาวุธที่ยิงจากเกาหลีเหนือมักจะไปตกที่นั่น

ประเทศที่อยู่ล้อมรอบหรือมีพื้นที่ติดทะเลนี้คือ เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ผ่านมา นอกจากเกาหลีใต้แล้ว ญี่ปุ่นจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการคุกคามของเกาหลีเหนือด้วย

เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ ทางการญี่ปุ่นเปิดแถลงข่าวทันที โดยประเด็นที่น่าสนใจ คือ การที่ไม่สามารถตรวจจับทิศทางของขีปนาวุธได้

ยาสุคาซึ ฮามาดะ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่า ในบรรดาขีปนาวุธที่ยิงมา มีลูกหนึ่งไต่ระดับความสูงที่ประมาณ 2,000 กิโลเมตร และมีพิสัยทำการประมาณ 750 กิโลเมตร

โดยขีปนาวุธดังกล่าวถูกปล่อยออกมาเมื่อเวลาประมาณ 07.40 น ตามเวลาท้องถิ่น และระบบตรวจจับของญี่ปุ่นคาดการณ์ทิศทางว่า ขีปนาวุธลูกนี้จะบินเข้าน่านฟ้าญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นตามนั้น เพราะขีปนาวุธลูกนี้ได้หายไปบนท้องฟ้าเหนือน่านน้ำทะเลตะวันออกหรือทะเลญี่ปุ่น

ทั้งนี้ในช่วงที่ขีปนาวุธถูกปล่อยออกมา ทางการญี่ปุ่นได้มีการเปิดระบบ J-Alert ที่ติดตั้งไว้เพื่อเตือนภัยขีปนาวุธในพื้นที่ที่คาดว่าขีปนาวุธเกาหลีเหนือเคลื่อนที่ผ่าน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 จังหวัดทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มิยากิ ยามากาตะ และ นีงาตะ ให้หาที่หลบภัย

ด้านประชาชนที่อาศัยในแถบนั้นออกมาแสดงความกังวลรวมถึงหวาดกลัว หลังได้ยินสัญญานเตือนภัย

ขณะที่ทางการไทยออกมาเตือนเช่นเดียวกันโดยทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียวออกคำเตือนบนเพจ Facebook ว่า เมื่อเวลาประมาณ 7.00 น ทางการญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนภัยขีปนาวุธที่ยิงมาจากเกาหลีเหนือ โดยทางการญี่ปุ่นมีการแจ้งเตือนประชาชนในจังหวัดมิยากิ ยามากาตะ และ นีงาตะ ให้หาที่หลบภัย

ดังนั้นสถานทูตไทยจึงขอให้คนไทยที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวทำตามคำแนะนำของทางการญี่ปุ่นและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ Hotline +81 90-4435-7812

เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังเกาหลีเหนือเพิ่งจะระดมยิงขีปนาวุธอย่างน้อย23 ลูก ภายในวันเดียว

โดยในจำนวนนั้นหลายลูกมาตกในทะเลตะวันออกในส่วนที่เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น และมี 1 ลูก ตกในบริเวณที่เรียกว่า แนวจำกัดตอนเหนือ หรือ Northern Limit Line ซึ่งเป็นเส้นที่ทำหน้าที่เป็นเส้นพรมแดนทางทะเลระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ในทะเล

เส้นแบ่งพรมแดนทางทะเลนี้ ถูกขีดไว้หลังสิ้นสุดสงครามเกาหลีเมื่อปี 1953 โดยกองกำลังสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ แต่เกาหลีเหนือไม่เคยรับรองหรือยอมรับการขีดเส้นพรมแดนตรงนี้

อย่างไรก็ดี สำหรับเกาหลีใต้การที่ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือมาตกบริเวณนี้ คือรุกล้ำน่านน้ำของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่เกาหลีแยกประเทศเมื่อ 74 ปีที่แล้ว

เกาหลีใต้ โต้ตอบกลับทันทีด้วยการส่งเครื่องบินขับไล่ ยิงขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้นหรือ Air to Surface จำนวน 3 ลูกข้ามเส้น แนวจำกัดตอนเหนือหรือ Northern Limit Line ไปตกในทะเลตะวันออกทางฝั่งเกาหลีเหนือ

ตั้งแต่ต้นปีที่ 2022 เกาหลีทดสอบขีปนาวุธแล้วถึง 30 ครั้ง ถ้านับรวมกับเมื่อเช้านี้ด้วย ซึ่งถือว่าถี่มากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ที่มากกว่าความถี่ คือประสิทธิภาพของขีปนาวุธที่ดูเหมือนจะล้ำขึ้นมาก ซึ่งทางญี่ปุ่นออกมาพูดอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วว่า ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือตรวจจับยากขึ้นทุกวัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นออกมาเตือนเรื่องดังกล่าว เพราะญี่ปุ่นเคยพูดเตือนว่าอาวุธของเกาหลีเหนือถูกตรวจพบยากขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ในวันดังกล่าว เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลูกหนึ่งมาตกในทะเลตะวันออก

ฮิโรคาซุ มัตสุโนะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น  ยอมรับในระหว่างแถลงข่าวว่า ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ยิงออกมาในช่วงหลังๆ ตรวจจับได้ยากมากยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพที่ล้ำขึ้นของขีปนาวุธเกาหลีเหนือคือสิ่งที่น่ากังวล เพราะนั่นอาจหมายถึงระบบที่มีอยู่อาจไม่สามารถสกัดหรือแม้แต่ตรวจจับได้ทัน ระบบป้องกันขีปนาวุธที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีอยู่คืออะไรบ้าง

สำหรับในเกาหลีใต้ ที่มีหลักๆคือ ระบบป้องกันขีปนาวุธที่เรียกว่า  THAAD  ที่สหรัฐฯไปติดตั้งไว้ให้ ระบบนี้ถูกออกแบบให้สามารถยิงสกัดขีปนาวุธพิสัยใกล้และพิสัยกลาง

ปัญหาคือ ญี่ปุ่นยังไม่มีการติดตั้งระบบนี้เนื่องจากความขัดแย้งกันในสภาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ การประท้วงของชาวญี่ปุ่น และข้อถกเถียงว่าควรจะติดตั้งระบบนี้ในเมืองใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีระบบป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐฯ แต่ช่วงหลังๆเริ่มมีการพูดถึงแล้วว่า ระบบนี้จะสามารถสกัดขีปนาวุธเกาหลีเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะอะไร?

ระบบป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธ THAAD ของสหรัฐฯ ถูกออกแบบให้สามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้ดีที่สุดที่พิสัยปฏิบัติการระยะ 200 กิโลเมตร และมีเพดานการบินอยู่ที่ 150 กิโลเมตร

อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือได้พัฒนาขีปนาวุธรุ่นที่สามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจจับของ THAAD ได้โดยหนึ่งในนั้นคือ  KN- 23 ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำหรือ Submarine-lunched ballistic Missile/ SLBM)

KN 23 เกาหลีเหนือเอาออกมาโชว์ให้ศัตรูได้เห็นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ KCNA ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลเปียงยาง ในวันนั้นเกาหลีเหนือยิงทดสอบ KN 23 จากผืนน้ำแห่งหนึ่งที่มีไม่มีการเปิดเผยที่ตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศที่ติดตามประเด็นการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือบอกว่า ดูจากลักษณะและทิศทางของการเคลื่อนตัวของ KN23 บ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือมาค่อนข้างไกล โดยมีการปรับเปลี่ยนเครื่องขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้ขีปนาวุธมีศักยภาพมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ยังระบุว่า ขีปนาวุธ KN23 ตัวนี้ตรวจจับได้ยากขึ้น เนื่องจากการปรับเปลี่ยนทำให้มันมีคุณสมบัติที่เรียกว่า flank mobility หรือการบินซิกแซก ฉวัดเฉวียน และ gliding skip mobility หรือความสามารถในการเปลี่ยนวิถี ซึ่งมีผลทำให้ KN23 หลีกเลี่ยงจากการถูกตรวจจับหรือยิงสกัด

นอกจากนี้ยังคาดการณ์กันด้วยว่า KN23 ถูกออกแบบให้มีเพดานบินในระดับต่ำกว่า 150 กิโลเมตร  (ต่ำกว่าเพดานบินของระบบ THAAD) ซึ่งสามารถทำให้มันหลบหลีกการตรวจจับของระบบ THAAD ได้อีกชั้นหนึ่ง

คำถามต่อมา คือ ทำไมเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธใส่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นถี่ขึ้น หนึ่งคำตอบก็คือ เพื่อประกาศว่า เกาหลีเหนือพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงได้ทุกระยะเกือบสำเร็จแล้ว รวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีปหรือ ICBM  และที่สำคัญคือ สามารถพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ที่มีขนาดเล็กพอที่จะติดตั้งบนขีปนาวุธสำเร็จแล้วเช่นกัน

เกาหลีเหนือเริ่มโครงการพัฒนานิวเคลียร์มามากกว่า 40 ปีแล้วเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองบนเวทีโลก

เป้าหมายคือ พัฒนาให้อาวุธนิวเคลียร์ให้มีขนาดพอที่จะติดตั้งบนขีปนาวุธทั้งระยะกลาง ระยะไกลหรือ ขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM เพื่อโจมตีศัตรูที่อยู่ตามมุมต่างๆของโลกได้ นับตั้งแต่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จนถึงสหรัฐ ความคืบหน้าที่สำคัญมีให้เห็นเมื่อปี 2016

กันยายน 2016 บริเวณคาบสมุทรเกาหลีเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.3 แมกนิจูด ในคราวนั้นเกาหลีเหนืออ้างว่าเป็นการทดลองหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่เล็กพอจะติดตั้งบนขีปนาวุธสำเร็จ

ปีถัดมาคือ กันยายน 2017 เกิดแรงสั่นสะเทือนวัดได้ 6.3 แมกนิจูด โดยเกาหลีเหนืออ้างว่าได้ทดลองระเบิดไฮโดรเจนสำเร็จและสามารถนำไปติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีปได้แล้ว

นักวิเคราะห์รายหนึ่งคาดว่า อีกไม่นานจากนี้ เกาหลีเหนือจะมีการทดสอบหัวรบนิวเคลียร์เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำสำเร็จแล้วจริงๆ

ส่วนการทดสอบขีปนาวุธที่มีถี่มากในช่วงนี้ก็เพื่อประกาศว่า ห้ามใครมายุ่งกับเกาหลีเหนือเพราะขณะนี้เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธที่ยิงได้ในทุกระยะรวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีปหรือ ICBM ในการตอบโต้ทุกประเทศ

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ