และถ้ามองข้ามชอตไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ผลเลือกตั้งกลางเทอมที่ออกมาแบบนี้ กำลังส่งผลสะเทือนถึงพรรครีพับลิกัน เพราะการที่ไม่สามารถชนะเดโมเครตได้อย่างถล่มทลาย ทำให้ขณะนี้โอกาสที่อดีตประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์"จะกลับมาเป็นตัวแทนของพรรคในการลงเลือกตั้งริบหรี่ลง สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนเริ่มตีตัวออกห่างจากทรัมป์
หลายคนจับตามองความเคลื่อนไหวของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือ 1 วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งไปช่วยลูกพรรคหาเสียงที่โอไฮโอ ได้ประกาศบนเวทีว่า ในวันที่ 15 พฤศจิกายนหรือวันนี้ เขาจะมีการประกาศข่าวใหญ่ นี่คือสิ่งที่ทรัมป์พูดในวันนั้น
สื่อสำนักต่างๆรวมถึงบรรดานักวิเคราะห์ทางการเมือง ต่างพากันคาดหมายว่า ข่าวใหญ่ที่ทรัมป์จะประกาศน่าจะหมายถึงการประกาศเปิดตัวเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยหน้าหรือในปี 2024
ล่าสุดมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมจะแถลงอนาคตทางการเมือง เวลา 3 ทุ่ม ตามเวลาสหรัฐฯ หรือ 9 โมงเช้าตามเวลาประเทศไทย ที่รีสอร์ท มาร์-อะ-ลาโก, ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา
ต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร เพราะดูจากผลการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ไม่น่าจะได้กลับมาเป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ง่ายๆ เพราะเขาไม่สามารถพาพรรครีพับลิกันสร้างคลื่นสีแดง Red Wave หรือปรากฎการณ์ที่รีพับลิกันชนะอย่างถล่มทลายตามที่คนจำนวนมากคาดการณ์ไว้ ไปดูผลคะแนนล่าสุด
ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันได้เก้าอี้แล้ว 217 ที่นั่ง(จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง) อีกแค่ 1 ที่นั่ง จะครองเสียงข้างมาก ส่วนพรรคเดโมแครตได้ไป 204 ที่นั่ง
ส่วนวุฒิสภา พรรคเดโมแครตได้ไป 50 ที่นั่ง หลังชนะใน 2 รัฐ Battleground states อย่างแอริโซนา และเนวาดาได้ ทำให้ยังคงรักษาเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ได้ ส่วนรีพับลิกันได้ไป 49 ที่นั่ง
ถึงแม้ยังเหลือเก้าอี้ ส.ว.ของรัฐจอร์เจียที่ต้องจัดเลือกตั้งรอบตัดสินวันที่ 6 ธันวาคม แต่เดโมเครตมีคะแนนของตายอีก 1 คะแนนจากรองประธานาธิบดี กมลา แฮริส ในฐานะประธานวุฒิสภา
สำนักข่าวรอยเตอร์สวิเคราะห์ว่า การที่รีพับลิกันไม่สามารถเอาชนะได้อย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวของทรัมป์เอง
ถึงแม้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะตกจนเหลือไม่ถึงร้อยละ 40 แต่ชาวอเมริกันจำนวนมากก็ยังไม่มั่นใจที่จะให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นผู้นำ เนื่องจากเป็นคนไม่เคารพกติกาประชาธิปไตยจากการเป็นผู้ปลุกระดมให้ผู้สนับสนุนบุกอาคารรัฐสภา
เหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งเป็นวันที่วุฒิสมาชิกมีการประชุมเพื่อรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ที่โจ ไบเดน จากพรรคเดโมเครตเอาชนะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกัน
ทรัมป์ไม่พอในผลที่ออกมา โดยบอกว่าเขาถูกโกงเลือกตั้ง และมีการตั้งเวทีปราศรัยไม่ไกลจากอาคารรัฐสภา มีการปลุกระดมจนผู้สนับสนุนเขาเคลื่อนขบวนบุกเข้าไปในตัวอาคารก่อนจะทำลายทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีคนเสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บอีกนับร้อย
เหตุการณ์นี้ถือเป็นรอยด่างของการเมืองสหรัฐฯ หลังจากนั้นมีความพยายามถอดถอนทรัมป์แต่ไม่สำเร็จเพราะสมาชิกวุฒิสภาที่สังกัดพรรครีพับลิกันไม่ยอมผ่านญัตติถอดถอน เนื่องจากเกรงจะเสียคะแนนนิยมเพราะคิดว่าทรัมป์ยังมีฐานเสียงแน่น มีประชาชนจำนวนมากสนับสนุน
(ขั้นการพิจารณาของสว. มติการถอดถอนไม่ถึง 2 ใน 3 เพราะได้เพียง 57 ต่อ 43 เสียง ไม่ถึง 67 เสียง จึงไม่สามารถถอดถอนได้ )
อย่างไรก็ผลการเลือกตั้งกลางเทอมล่าสุดที่ออกมาชี้ว่า ทรัมป์ไม่ได้รับความนิยมมากมายล้นหลามจากประชนอย่างที่หลายคนคาดการณ์
วันนี้เราจึงเห็นสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนเริ่มตีตัวออกห่างจากทรัมป์
หนึ่งในนั้นคือ คนที่เคยเป็นมือขวาทำงานร่วมกับทรัมป์ในฐานะรองประธานาธิบดี นั่นก็คือ ไมค์ เพนซ์
เมื่อคืนที่ผ่านมา อดีตรองประธานาธิบดีเพนซ์ในสัมภาษณ์พิเศษจากสถานีโทรทัศน์ ABC อเมริกา วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา
โดยระบุว่า คะแนนการเลือกตั้งปี 2020 ออกมาชัดเจนว่าทรัมป์แพ้ไบเดน แต่แทนที่จะเลือกยอมแพ้ตามกติกาประชาธิปไตย ทรัมป์กลับเลือกที่จะสร้างและเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และสิ่งนี้คือสิ่งที่รบกวนจิตใจของเขามาโดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คนใกล้ชิดของทรัมป์ออกมาวิจารณ์เขาอย่างตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ คือ หนึ่งในคนที่อยู่ในอาคารรัฐสภาในวันที่ผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเขาไป โดยเขาทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมวุฒิสภาเพื่อรับรองชัยชนะของโจ ไบเดน
โดยก่อนที่ผู้สนับสนุนทรัมป์จะบุกสภา ทรัมป์ของให้เพนซ์ใช้อำนาจในฐานะประธานเพื่อแทรกแซงผลการเลือกตั้งแต่เพนซ์ปฏิเสธไม่ทำตาม
การที่ไมค์ เพนซ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ตรงๆคือสิ่งที่ชี้ว่า ทรัมป์กำลังสูญเสียแรงสนับสนุนจากคนในพรรครีพับลิกัน และนั่นหมายถึงเขามีโอกาสน้อยลงในการกลับมาเป็นผู้แทนพรรคในการลงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024
และในขณะนี้ในพรรคเริ่มมีคนท้าทายทรัมป์แล้ว หนึ่งในนั้นคือ รอน เดอ ซานติส ดาวรุ่งดวงใหม่ของพรรค
รอน เดอซานติส เพิ่งจะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐฟลอริดาคนใหม่ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายในการเลือกตั้งกลางเทอม 8 พ.ย. ที่ผ่านมา และเขาประกาศหลังจากนั้นว่า ต้องการเล่นการเมืองในสนามระดับชาติอย่างการลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
คนที่จะลงชิงตำแหน่งทำได้ 2 ทาง คือสมัครในนามอิสระ และสังกัดพรรค
ถ้าเลือกเป็นผู้สมัครสังกัดพรรค ขั้นตอนสำคัญที่ต้องผ่านคือ การให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรครับรอง ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนพรรคได้ และตัวแทนพรรคมีได้เพียงคนเดียว
ที่น่าสนใจคือมีการทำแบบสำรวจว่า ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ รอน เดอซานติส ขณะนี้ใครมีคะแนนเหนือกว่าในการเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน
โพลที่ว่าคือ โพลที่จัดทำโดย “ยูกอฟ” (Yougov) บริษัทวิจัยการตลาด ที่ไปสำรวจความเห็นของคนที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพลิกัน
ผลออกมาปรากฎว่า ร้อยละ 42 ของผู้ตอบแบบสอบถามอย่างให้เดอซานติสเป็นตัวแทนพรรคไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เอาชนะทรัมป์ที่ได้ไปเพียงร้อยละ 35
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขความนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างมาก เพราะถ้าไปดูผลการสำรวจที่ทำโดยยาฮูและยูกอฟ( Yahoo News/YouGov) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม คะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ที่ร้อยละ 45 มากกว่าเดอซานติสที่อยู่ร้อยละ 35