สภาพของเขตที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งชานกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หลังถูกขีปนาวุธของรัสเซียโจมตีอย่างหนักในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อาคารบ้านเรือนหลายแห่งพังเสียหาย และเกิดเพลิงไหม้จากแรงระเบิดของขีปนาวุธ
หญิงชาวยูเครนรายนี้บอกว่า อาคารที่พักอาศัยของเธอไฟไหม้หลังถูกโจมตี ตอนเกิดเหตุสามีของเธอติดอยู่ภายในอาคาร แต่โชคดีที่เขาออกมาได้อย่างปลอดภัย
อาคารบ้านเรือนที่เสียหายอย่างหนัก บวกกับอากาศที่หนาวเย็นจัดจนถึงขั้นติดลบ ทำให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากขึ้น
นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิตช์โก เปิดเผยว่า การระดมโจมตีของรัสเซียทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 11 คน ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม การให้การดูแลรักษาคนที่ได้บาดเจ็บหรือคนป่วยในขณะนี้ไม่ง่าย เนื่องจากเป้าหมายหลักที่รัสเซียโจมตีในช่วงเดือนที่ผ่านมารวมถึงเมื่อวานนี้ด้วยคือโครงสร้างพื้นฐาน โดยขณะนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเคียฟประมาณ ร้อยละ 80 ไม่มีไฟฟ้า หรือ น้ำประปาใช้ โรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก
นอกจากกรุงเคียฟเมืองหลวงแล้ว อีกเป้าหมายในการโจมตีของรัสเซียในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา คือ เมืองลวิฟ เมืองทางตะวันตกของยูเครนที่ติดกับพรมแดนโปแลนด์
โดยที่นั่นเกิดไฟฟ้าดับทั้งเมือง แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีเป้าหมายถูกทำลายกี่แห่ง การโจมตีทางตะวันตกของยูเครนส่งผลกระทบถึงประเทศมอลโดวาซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน โดยที่มอลโดวาเกิดไฟฟ้าดับเกินครึ่งประเทศ
คนที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ นอกจากต้องอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นแล้ว หลายคนยังหวั่นใจด้วยว่า สงครามอาจขยายมาถึงที่นี่
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีของมอลโดวาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตอนนี้ในเกือบทุกพื้นที่กลับมาใช้ไฟฟ้าได้แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นในมอลโดวา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆที่ติดทางตะวันตกของยูเครน ทำให้พันธมิตรของยูเครนกังวลมากขึ้นว่าสงครามอาจขยายวงไปที่ทิศดังกล่าว เพราะถ้าดูจากแผนที่ ต่อจากมอลโดวาคือ โรมาเนีย
โรมาเนียเป็นสมาชิกของนาโต บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เรียกว่า แนวตะวันออกหรือ Eastern Flank ซึ่งถือเป็นด้านที่เปราะบางและอ่อนแอที่สุดของนาโต
หลังสงครามในยูเครนปะทุขึ้น นาโตก็ประกาศเพิ่มกำลังทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั่วทวีปยุโรปครั้งใหญ่ในทุกแนว
ล่าสุด สเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโตได้ประกาศส่งฝูงบิน F-18 เข้าประจำการที่โรมาเนียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แนวตะวันออกหรือ Estern Flank อยู่ตรงไหน
จุดแรกคือ แนวประเทศโปแลนด์และกลุ่มประเทศบอลติก เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนียและเอสโตเนีย
อีกจุดหนึ่งคือ แนวของประเทศโรมาเนีย ซึ่งถือเป็นแนวต้านที่สำคัญที่สุดของยุโรปและนาโต หากสงครามขยายขอบเขตออกมาจากยูเครน
แนวนี้ถือเป็นจุดอ่อนของนาโต เพราะไม่ได้มีการวางกองกำลังบริเวณนี้มากนักก่อนเกิดสงคราม
ในช่วงของการประชุมสุดยอดผู้นำนาโตเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นาโตจึงต้องยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ด้วยการออกร่างพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ทางการฉบับใหม่
หนึ่งในแผนคือการประกาศเพิ่ม Nato Response Force ( NRF) หรือกองกำลังพร้อมรบของนาโตจาก 40,000 นายมาเป็น 300,000 นาย เพื่อส่งไปประจำการที่ Easten Flank แนวแรก คือ ด้านประเทศโปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย
บริเวณนี้อยู่ใกล้กับแคว้นคาลินินกราดซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพของรัสเซียในทะเลบอลติก ที่นี่มีการประจำทหารและอาวุธที่เข้มแข็งที่สุดของแห่งหนึ่งในยุโรป
18 มิถุนายนที่ผ่านมา บริเวรณแคว้นคาลินินกราดเกิดความตึงเครียดขึ้น หลังลิทัวเนียประกาศห้ามไม่ให้รัสเซียขนส่งสินค้าบางประเภท เช่น พลังงานและเทคโนโลยีชั้นสูงผ่านช่องสุวาลกิ ซึ่งเป็นเส้นทางแคบๆ ที่เชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสเข้ากับแคว้นคาลินินกราด โดยระบุว่าเป็นการทำตามมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป
รัสเซียออกมาประกาศว่าจะตอบโต้ลิทัวเนีย และ ผู้นำรัสเซียออกมาข่มขู่ว่าเขาก็พร้อมที่จะเปิดแนวรบด้านนี้ ถ้าจำเป็น
นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังพร้อมรบหรือ NRF แล้ว นาโตยังจัดซ้อมรบในบริเวณนี้ต่อเนื่อง
ส่วน Eastern Flank แนวที่ 2 คือโรมาเนีย นาโตก็มีการเพิ่มกำลังทหารกำลังประจำการ
โรมาเนีย คือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของนาโต เนื่องจากมีพื้นที่ที่ติดกับทะเลดำ
ที่นี่เป็นที่ตั้งของฐานทัพใหญ่ของสหรัฐฯและนาโตที่มีชื่อว่า ฐานทัพคอนสตันตา ซึ่งมีการติดตั้งอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธขนาดใหญ่รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย
แนวนี้ที่มีความเปราะบางและอ่อนไหว เพราะรัสเซียไม่พอใจที่สหรัฐฯกับนาโตมาตั้งฐานทัพที่นี่ เพราะถือว่าเป็นการท้าทายรัสเซียในแถบทะเลดำ
ความอ่อนไหวนี้ทำให้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯเพิ่มกำลังทหารราบที่โรมาเนีย บนทะเลดำอีกหลายพันนาย
ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา สเปนประกาศส่ง F-18 เข้าประจำการที่นั่นภายในเดือนหน้าหลังสถานการณ์อ่อนไหวมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีของสเปนระบุว่า นอกจากฝูงบิน F-18 แล้ว ยังจะมีการส่งกำลังภาคพื้นดินและเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ
นอกจากสเปนแล้ว สมาชิกนาโตประเทศอื่นๆ ก็ได้ส่งอาวุธไปประจำการยังแนวตะวันออก หลังจากรัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน
โดยฝรั่งเศสได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ SAMP/T ให้กับโรมาเนีย เยอรมนีส่งเครื่องยิงจรวดแพทริออทให้กับสโลวาเกีย
สหรัฐฯ กำลังดำเนินการติดตั้งระบบต่อต้านอากาศยานแพทริออทในโปแลนด์ ส่วนสเปนยังได้ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศนาซัมไปยังลัตเวีย
นอกเหนือจากการประกาศเพิ่มกำลังและอาวุธในโรมาเนียแล้ว อีกความเคลื่อนไหวที่สำคัญจากชาติยุโรป คือ การที่รัฐสภายุโรปประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐก่อการร้าย
เมื่อคืนที่ผ่านมาสมาชิกรัฐสภายุโรปลงมติ 494 เสียง ต่อ 58 เสียง ประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้าย และ เป็นรัฐที่ใช้วิธีการในรูปแบบเดียวกับการก่อการร้าย ด้วยการจงใจโจมตีพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างระบบไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง สร้างความสูญเสียให้แก่ชีวิตประชาชน สร้างความทุกข์ยาก ความเสียหาย และ การพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย หนึ่งในคนที่ยกมือสนับสนุนมติคือ ผู้แทนจากสวีเดน
อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวของรัฐสภายุโรปไม่ผลผูกมัดต่อชาติสมาชิกแต่อย่างใด ซึ่งตามปกติแล้ว ประเทศที่ถูกประกาศเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายจะถูกจำกัดด้านการเงินและไม่อนุญาตให้มีการส่งออกอาวุธไปยังประเทศที่ถูกขึ้นบัญชี
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศของยุโรปได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่องลงโทษรัสเซียที่รุกรานยูเครนอยู่แล้ว และจนถึงขณะนี้มีเพียง 4 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ขึ้นบัญชีรัสเซียเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้าย คือโปแลนด์ ลัตเวีย เอสโตเนีย และ ลิทัวเนีย
ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ประกาศให้รัสเซียเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้าย แม้รัฐสภาจะมีมติเรียกร้องให้ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำรัสเซีย จากพฤติกรรมอันโหดร้ายในสงครามกับยูเครน
โดยปัจจุบัน ประเทศที่ถูกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำเป็นรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบไปด้วย คิวบา เกาหลีเหนือ อิหร่าน และ ซีเรีย