วันที่ 25 พ.ย. ของทุกปี ถือเป็น “วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล” ซึ่งแม้จะมีการกำหนดวันนี้ขึ้นมามากกว่า 20 ปีแล้ว แต่สถานการณ์การทำร้ายผู้หญิงและเด็กหญิงก็ยังคงไม่ลดน้อยลงไปเท่าไรนัก
ข้อมูลจาก องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุว่า ในปี 2021 ที่ผ่านมา มีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 81,100 รายถูกสังหารโดยเจตนา และส่วนใหญ่มีเรื่องทางเพศเป็นแรงจูงใจสำคัญของผู้ก่อเหตุ ซึ่งแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
UN Women ระบุว่า ปีที่แล้ว มีผู้หญิงและเด็กหญิงราว 45,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากคู่รัก คนสนิทสนม หรือสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ และโดยเฉลี่ยแล้ว ทุก ๆ 1 ชั่วโมง จะผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิงมากกว่า 5 คนถูกฆ่าตายโดยใครบางคนในครอบครัวของพวกเธอเอง
ระหว่างปี 2010-2021 ยุโรปเป็นภูมิภาคที่อัตราการทำร้ายหรือฆาตกรรมหญิงที่เป็นคู่รักหรือคนในครอบครัวลดลงมากที่สุด คือ 19% ในทางตรงกันข้าม ภูมิภาคอเมริกาพบอัตราการทำร้ายหรือฆาตกรรมหญิงที่เป็นคู่รักหรือคนในครอบครัวเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งเคสส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย และโอเชียเนียนั้นมีข้อมูลไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่า อัตราการทำร้ายสตรีในภูมิภาคเหล่านี้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร แต่มีข้อมูลว่า ภูมิภาคที่ผู้หญิงถูกฆาตกรรมโดยคู่รักหรือคนในครอบครัวมากที่สุดคือเอเชีย ประมาณ 17,800 กรณี รองลงมาคือแอฟริกา 17,200 กรณี
UN Women ประเมินว่า ในอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และยุโรปใต้ มีการทำร้ายผู้หญิงหรือเด็กหญิงโดยคนในครอบครัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับมาตรการกักตัวและล็อกดาวน์ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ถือเป็นหนึ่งในผลกระทบร้ายแรงของมาตรการล็อกดาวน์
ข้อมูลแบบแยกส่วนจาก 25 ประเทศในยุโรปและอเมริกายังพบว่า การเพิ่มขึ้นของคดีฆาตกรรมผู้หญิงหรือเด็กหญิงในครอบครัวช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ส่วนใหญ่เกิดจากสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ใช่คู่รัก
นอกจากนี้ กรณีการฆาตกรรมผู้หญิงโดยฝีมือครอบครัวของผู้หญิงเองยังเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 ปีด้วย
เรียบเรียงจาก UN Women