เคลลี อี เคอร์รี ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเมียนมา คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHRC ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เธอรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเมียนมา หลังหลายประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย โดยไม่มีการกดดันหรือเรียกร้องให้เมียนมาปฏิบัติตามเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น การลดความรุนแรง การปล่อยนักโทษการเมือง และการเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาเดินไปสู่หายนะ
ขณะที่อาเซียนก็เปิดรับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ครั้งใหม่อย่างอบอุ่น หลังคว่ำบาตรเมียนมาภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของออง ซาน ซู จี และเธอยังคงถูกจองจำอยู่
เคอร์รีระบุว่า เธอต้องการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น หากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ชี้ว่า กองทัพเมียนมามีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือล้มเหลวในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในการปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงยาในปี 2017
ขณะที่เศรษฐกิจของเมียนมาแย่ลงนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเป็นต้นมา เกิดการทุจริตอย่างรุนแรง ต้องพึ่งพาเครือข่ายเส้นสายทางทหารในการทำธุรกิจ และใจกลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายเต็มไปด้วยเศรษฐกิจสีเทาและเศรษฐกิจสีดำ ซึ่งกองทัพต้องการเงินจำนวนมากจากโครงการต่าง ๆ เพื่อนำมาสนับสนุนกองทัพในการซื้ออาวุธเพื่อทำสงครามต่อไป
นอกจากนี้ พวกเขายังใช้เงินทุนเหล่านั้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ