ในการเดินทางเยือนประเทศคีร์กิซถานของ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้พูดยอมรับว่า มีแนวความคิดหันมาใช้อาวุธนิวเคลียร์ชิงโจมตีศัตรูก่อน เบื้องต้นยังเป็นการพิจารณาอยู่ แต่หลักการนี้น่าจะคุ้มค่าต่อการเข้าไปศึกษา และนำมาใช้ดังเช่นสหรัฐฯ ที่ใช้หลักการนี้ในการรักษาความมั่นคงของประเทศตนเอง
โดย ประธานาธิบดี ปูติน ระบุว่า แผนการชิงโจมตีก่อนที่รัสเซียอาจนำมาใช้จะเป็นการโจมตีสถานที่ที่ใช้เป็นจุดบัญชาการ และยืนยันว่ารัสเซียมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะใช้วิธีการเช่นนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียได้แสดงความกังวลต่อ ระบบการโจมตีอย่างเร่งด่วนของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดให้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของศัตรูต้องถูกทำลายภายระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่จุดใดบนโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ปูติน เพิ่งยืนยันรัสเซียว่าจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีใครก่อนแน่นอน ซึ่งเป็นไปตามหลักนิยมทางการทหารของรัสเซียที่จะนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้งานก็ต่อเมื่อเกิดความจำเป็นต้องป้องกันตนเองเท่านั้น
นอกจากนี้ ประธานาธิบดี ปูติน ยังเปิดเผยว่า รัสเซียและสหรัฐฯ อาจเจรจาแลกตัวนักโทษเพิ่มเติมกันอีก หลังจากที่สหรัฐฯยอมปล่อยตัว วิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ขณะที่รัสเซีย ตอบแทนด้วยการส่งตัว บริทนีย์ ไกรเนอร์ นักบาสเก็ตบอลหญิงชาวสหรัฐฯ กลับประเทศ หลังจากถูกตัดสินจำคุกในข้อหาครอบครองน้ำมันกัญชา ซึ่งรัสเซียยังคงจัดให้เป็นยาเสพติด
โดยสหรัฐฯยังต้องการให้ รัสเซียปล่อยตัว พอล วีแลน นาวิกโยธินอเมริกันที่ถูกศาลรัสเซียตัดสินจำคุกเป็นเวลา 12 ปีเมื่อปี 2020 ในข้อหาจารกรรม
ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐฯเปิดเผยว่ารัสเซียและอิหร่านได้ยกระดับความร่วมมือในด้านการทหาร อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการผลิตอาวุธที่มีแนวโน้มจะเป็นภัยคุกคามต่อสังคมโลกโดยส่วนรวม
โดย นาย จอห์น เคอร์บี โฆษกด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียพยายามสร้างความร่วมมือกับอิหร่านในด้านต่างๆ ทั้งการพัฒนาอาวุธ และ การฝึกอบรม ทำให้สหรัฐฯเกิดความกังวลว่ารัสเซียต้องการส่งยุทโธปกรณ์และเครื่องมือที่มีความล้ำสมัยให้แก่อิหร่าน เช่น เฮลิคอปเตอร์ และ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ
โดย เคอร์บี ยังเปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้รับรายงานที่บ่งชี้ว่ารัสเซียและอิหร่านกำลังพิจารณาร่วมมือกันผลิตโดรนสังหาร ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นยูเครน ประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน และ ประชาคมโลก
เช่นดียวกับนาย เจมส์ เคลฟเวอลี (James Cleverly) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรที่ระบุว่าขณะนี้อิหร่านได้กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนหลักด้านอาวุธให้แก่รัสเซีย และ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก
โดย เคลฟเวอรี ระบุว่าอิหร่านได้ส่งมอบโดรนกามิกาเซให้กับรัสเซียเพื่อใช้การสู้รบกับยูเครน ขณะที่รัสเซียตคอบแทนด้วยการให้การสนับสนุนด้านการทหารและทางเทคนิคแก่รัฐบาลอิหร่าน
เคลฟเวอรี ยังมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและรัสเซียมีแนวโน้มจะแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่เดือนนับจากนี้ เนื่องจากรัสเซียต้องการอาวุธเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งขีปนาวุธ
สำหรับความร่วมมือด้านการทหารระหว่างรัสเซีย และ อิหร่านตกเป็นเป้าจับตามองในช่วง 3-4 เดือนท่ผ่านมาหลังจากทางการบยูเครนได้พบว่าซากโดรนจำนวนมากที่ถูกยิงสกัดเอาไว้ได้ถูกผลิตขึ้นในอิหร่าน
โดยเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา กองทัพอากาศยูเครนแสดงความกังวลต่อขีปนาวุธที่อิหร่าน เตรียมจัดส่งให้แก่รัสเซีย เพื่อสนับสนุนการสู้รบ โดยระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศในขณะนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรับมือกับอาวุธเหล่านี้
ส่วนสาเหตุที่รัสเซียต้องใช้ขีปนาวุธจากอิหร่าน อิห์นาทเชื่อว่าเป็นเพราะขีปนาวุธรุ่นอิสกานเดอร์-เอ็ม (Iskander-M) ที่รัสเซียผลิตขึ้นเอง เริ่มมีจำนวนร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ
ย้อนดูจังหวะตะลุมบอน เนเธอร์แลนด์ ฟัด อาร์เจนตินา รอบ 8 ทีมฟุตบอลโลก
BBC เตรียมบอกลาโทรทัศน์-วิทยุ หันไปออนไลน์เต็มตัวภายใน 10 ปี