จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยังคงมาตรการ “โควิดเป็นศูนย์” การคุมเข้มที่ผ่านมารวมถึงมาตรการสุดโต่งได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนจำนวนมาก จนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงไม่ได้หยุดแค่ที่ให้ยกเลิกมาตรการคุมเข้ม แต่เลยไปถึงการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงลาออก แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น
อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทางการจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมครั้งใหญ่ หลายคนมองว่าการทำแบบเงียบๆ เพื่อเป็นการรักษาหน้าของรัฐบาล
ในขณะเดียวกันก็มีคามกังวลว่าการผ่อนคลายในครั้งนี้หากไม่มีมาตรการอื่นมารองรับไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข การฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ ก็อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่จะส่งผลย้อนกลับมากดดันรัฐบาลอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สภาพตามเมืองใหญ่ ๆ ของจีนตอนนี้ได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างกรุงปักกิ่งถึงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ไม่ได้ลดลง แต่การใช้ขนส่งสาธารณะตอนนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงผลตรววจหาเชื้อแบบ PCR อีกต่อไป ขณะที่ร้านอาหารต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ กลับมาเปิดให้บริการ นอกจากนั้นหากมีผู้ติดเชื้อก็สามารถกักตัวอยู่กับบ้านได้โดยไม่ต้องไปเข้าศูนย์กักตัวส่วนกลางเหมือนที่เคยมีมา ส่วนคนที่จะเข้าไปในซูเปอร์มาเก็ต อาคารสำนักงาน และสถานที่สาธารณะอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องแสดงผลการตรวจหาเชื้ออีกต่อไป
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ถูกมองว่าทางการจีนดูเหมือนกำลังจะทิ้งนโยบายเป็นศูนย์อย่างเงียบ ๆ ถึงแม้ข้อจำกัดต่าง ๆ ยังไม่ผ่อนคลายทั้งหมดเช่นการไปโรงเรียน โรงพยาบาลหรือเข้าร้านอาหารและยิม ยังต้องแสดงผลตรวจหาเชื้อเป็นลบภายใน 48 ชั่วโมงอยู่ และดูเหมือนจะเป็นอย่างนี้ไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนแต่เป้าหมายในการลดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ได้หายไปแล้ว
แผนใหม่ของทางการจีนดูเหมือนจะชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสเพื่อให้ระบบสาธารณสุขสามารถรับมือได้ ซึ่งอาจมีการนำมาตรการเก่าบางอย่างกลับมาใช้แต่การล็อกดาวน์ทั้งเมืองดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นแล้ว
แต่ถึงแม้มาตรการหลายอย่างได้ผ่อนปรนแต่ยังมีประชาชนไปเข้าแถวเพื่อรอการตรวจหาเชื้อ เนื่องจากความกังวลว่าอาจจะติดเชื้อโดยเฉพาะผุ้สูงอายุ และคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน
ชายคนหนึ่งที่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง บอกว่า อย่างแรกเขาคิดว่าการเปิดเมืองเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตรอดหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่โรคระบาดส่งผลต่อการดำเนินชีวิตตลอดเวลา นอกจากนั้นเขาคิดว่าน่าจะใช้งบประมาณและกำลังคนในการปรับปรุงระบบสาธารณสุขแทนที่จะมาตรวจหาเชื้อหรือเปิดศูนย์กักตัวส่วนกลาง นอกจากนั้นประชาชนควรดูแลสุขภาพของตัวเองควรมีการจัดกิจกรรมทางกีฬาครั้งใหญ่ขึ้น
ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งบอกว่ามีเพื่อนที่อยู่รอบ ๆ ที่ติดเชื้อ แต่อาการดูเหมือนไม่หนัก ที่หนักก็แค่มีไข้ซึ่งก็มีประมาณ 2 วันพร้อมไอ หลังจากนั้น 4-5 วันผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบ ดูเหมือนการติดเชื้อไม่ได้เลวร้ายนัก
นอกจากที่กรุงปักกิ่งแล้วตามเมืองใหญ่อย่างมณฑลเจ้อเจียงไม่มีการตรวจหาเชื้ออีกยกเว้นคนที่ทำงานในสาขาเฉพาะ ที่มณฑลชานตงคนที่จะซื้อยาแก้ไปหรือขับรถบนถนนหลวง ที่เหอหนานไม่จำเป็นต้องตรวจ PCR เพื่อเข้าย่านที่อยู่อาศัย และมาตรการผ่อนคลายเหล่านี้ยังมีให้เห็นใน นครเซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ฉงชิ่ง กวางโจว เสินเจิ้นและเฉิงตู
แต่การผ่อนคลายมาตรการก็มาพร้อมกับความท้าทายว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจะไม่นำไปสู่การเสียชีวิตของคนจำนวนมากได้อย่างไร เนื่องจากยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ภูมิคุ้มกันต่ำและจีนยังคงใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยที่พัฒนาในประเทศ ในตอนที่เกาหลีใต้และสิงคโปร์เปิดประเทศในตอนนั้นประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนที่ดีแล้วโดยใช้วัคซีนอย่างไฟเซอร์ โมเดอร์นา และแอสตราเซเนกา การเร่งฉีดวัคซีนยังเป็นประเด็นท้าทายเนื่องจากยังมีคนไม่ไว้ใจความปลอดภัยของวัคซีน
การผ่อนคลายมาตรการของจีนมีขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่อัตราการติดเชื้อมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงยังไม่รวมถึงในช่วงวันหยุดท้ายปีและวันตรุษจีนที่จะมีการเดินทางของผู้คนจำนวนมากที่อาจทำให้การแพร่เชื้อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง โดยตอนนี้ทางการจีนได้เปิดคลินิกเคลื่อนที่เพื่อฉีดวัคซีนและเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุก่อนที่จะถึงช่วงเวลาดังกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากสหรัฐและอังกฤษในช่วง 6 เดือนแรกของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โอไมครอนที่เกิดจากการผ่อนคลายมาตรการ โดยระบุว่ากรณีของจีนน่าจะมีผู้เข้ารับการรักษาห้องไอซียู 5.8 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ระบบสาธารณสุขของจีนรับไม่ได้เพราะจีนมีห้องไอซียูน้อยกว่า 4 เตียงต่อประชากร 1 แสนคน นอกจากนั้นยังจะต้องมีการประชาสัมพันธ์การปฏิบัติตัวของประชาชนมในกรณีที่ติดเชื้อให้ชัดเจน อย่างกรณีที่ฮ่องกงการสื่อสารโดยตรงที่ไม่ชัดเจนทำให้ประชาชนไหลทะลักไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากผู้คนตื่นตระหนกทั้ง ๆ ที่หลายคนสามาถกักตัวอยู่ที่บ้านได้
ความท้าทายของรัฐบาลจีนต่อจากนี้คือการทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าและการดำเนินชีวิตของประชาชนกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนการระบาดของโควิดมากที่สุดไปพร้อม ๆ กับการทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีการสูญเสียชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเพราะหากผิดพลาดอีกก็เสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนไม่พอใจมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ