ฟอร์บสและบลูมเบิร์ก ซึ่งติดตามและจัดอันดับความร่ำรวยของมหาเศรษฐีทั่วโลก รายงานว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ได้สูญเสียตำแหน่งเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว หลังจากที่มูลค่าหุ้นของบริษัทเทสลาร่วงระนาวอย่างต่อเนื่อง
โดยผู้ที่แซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนอีลอนคือ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซีอีโอของ LVMH หรือ “หลุยส์ วิตตอง” (LVMH) แบรนด์สินค้าแฟชั่นหรู ซึ่งครอบครองทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 1.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.9 ล้านล้านบาท)
หมดช่วงไล่ออก “อีลอน มัสก์” เตรียมเปิดรับพนักงานทวิตเตอร์
ขณะที่ อีลอน มัสก์ ซึ่งตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 มีมูลค่าทรัพย์สินลดลงเหลือ 1.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.7 ล้านล้านบาท) โดยมีรายงานว่า ในปีนี้ ความร่ำรวยของเขาลดลงไปถึง 1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 ล้านล้านบาท)
เมื่อเดือน เม.ย. ก่อนที่ อีลอน มัสก์ จะประกาศแผนเข้าซื้อกิจการทวิตเตอร์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่ มูลค่าหุ้นของเทสลาซื้อขายกันอยู่ที่ 340.79 ดอลลาร์สหรัฐ และนับตั้งแต่นั้นมา ราคาหุ้นของเทสลาก็ร่วงลงมาถึง 54% ขณะนี้ซื้อขายกันที่ประมาณ 160 ดอลลาร์สหรัฐ
การร่วงลงของมูลค่าทางการตลาดของเทสลา ส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการรายไตรมาสที่น่าผิดหวัง และความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของโรงงานแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้
นักลงทุนแสดงความกังวลว่า มัสก์อาจถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากเทสลาไปยังกิจการอื่น ๆ ของเขา เช่น สเปซเอ็กซ์ และทวิตเตอร์ นอกจากนี้ เขายังถูกวิจารณ์เกี่ยวกับทวีตที่เขาเขียนด้วย
กระนั้น อีลอน มัสก์ น่าจะครองเก้าอี้ตำแหน่งมหาเศณษฐีอันดับ 2 ไว้ได้อย่างมั่นคง เพราะยังคงมีทรัพย์สินรวมสูงกว่า เศรษฐีอันดับ 3 4 และ 5 ค่อนข้างมาก
เศรษฐีอันดับ 3 ของโลกขณะนี้คือ โกตัม อดานี เศรษฐีธุรกิจพลังงานซึ่งมีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 1.25 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.3 ล้านล้านบาท) ส่วนเศรษฐีอันดับ 4 และ 5 มีมูลค่าทรัพย์สินรวมใกล้ ๆ กันที่ 1.15-1.16 แสนล้านดอลลาร์ (4 ล้านล้านบาท) คือ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ และเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน
สำหรับประวัติโดยคร่าวของ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ เผื่อใครที่อาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อของเขา เขาเป็นทายาทบริษัทรับเหมาก่อสร้าง สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรม แต่ต่อมาได้เข้าซื้อกิจการของ Boussac Saint-Freres ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นดังดิออร์ (Dior) ที่ในขณะนั้นขาดทุนจนล้มละลาย
อาร์โนลต์ประสบความสำเร็จในการคืนกำไรให้กับบริษัท และพัฒนาบริษัทจนกลายเป็นผู้นำด้านสินค้าระดับหรูชั้นนำของโลก
ต่อมาในปี 1989 เขาเข้าซื้อหุ้นใน LVMH เพียง 2 ปีหลังจากที่บริษัทก่อตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของ Louis Vuitton และ Moet Hennessy เขาเป็นประธานและซีอีโอของบริษัทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา อาร์โนลต์ได้เปลี่ยน LVMH ให้กลายเป็นผู้นำด้านสินค้าฟุ่มเฟือย มีแบรนด์ 75 แบรนด์อยู่ภายใต้การบริหาร ทั้งสินค้ากลุ่มไวน์ สุรา แฟชั่น เครื่องหนัง น้ำหอม เครื่องสำอาง นาฬิกา เครื่องประดับ ธุรกิจการเดินทางท่องเที่ยวสุดหรู และโรงแรม
เรียบเรียงจาก CNN / The Guardian
ภาพจาก AFP