และในสัปดาห์นี้สหรัฐฯ ได้เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาในการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-แอฟริกาที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งจัดเป็นเวลา 3 วัน และวันนี้ก็ดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้ว โดยมีคณะผู้แทนและผู้นำจาก 49 ประเทศในสหภาพแอฟริกาที่เดินทางมาเข้าร่วม คาดว่าจุดประสงค์ของสหรัฐฯ นอกจากต้องการเสริมความร่วมมือกับชาติแอฟริกาอีกครั้งแล้ว สหรัฐฯ อาจต้องการคานอิทธิพลของชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้
ในการประชุมเมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.)ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อตกลงที่เสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกามูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมถึงความพยายามที่จะช่วยขยายการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในภูมิภาคแอฟริกาให้ทั่วถึงทุกพื้นที่มากขึ้น รวมถึงมีการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงพลังงานพลังงานสะอาดและจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
โดยประธานาธิบดีไบเดนได้ระบุว่าการช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานในทวีปแอฟริกามีความสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งขึ้น
การประชุมระหว่างสหรัฐฯ และชาติแอฟริกาครั้งที่สองในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนที่บทบาทของสหรัฐฯ ในแอฟริกาลดลงไป เนื่องจากนโยบายต่างประเทศ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ของอดีตประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์
ประธานาธิบดีไบเดนจึงพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาที่ห่างหายไปให้กลับมาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการประชุมในครั้งนี้
โดยสหรัฐฯ และแอฟริกาจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่สำคัญต่างๆ ตั้งแต่ความมั่นคงทางการเมืองและทางอาหาร ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการฟื้นตัวหลังการระบาดของโควิด ตลอดจนสนับสนุนโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-แอฟริกา
นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะมอบเงิน 5 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.91 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ สำหรับการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ความช่วยเหลือ และข้อตกลงการค้าทั่วภูมิภาคแอฟริกา
ขณะเดียวกัน คาดว่าประธานาธิบดีไบเดนจะผลักดันให้สหภาพแอฟริกาเข้าร่วมกลุ่ม G20 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญที่สุดของโลก ในฐานะสมาชิกถาวร รวมถึงจะผลักดันให้มีสมาชิกถาวรจากทวีปแอฟริกาในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ปลายสัปดาห์นี้ คาดว่าประธานาธิบดีไบเดนจะเผยแผนการเดินทางไปเยือนภูมิภาคแอฟริกา และแต่งตั้งผู้แทนพิเศษคนใหม่ เพื่อดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอด
เพราะอะไรสหรัฐฯ จึงมีความมุ่งมั่นที่สร้างความสัมพันธ์กับแอฟริกาอีกครั้ง เหตุผลหนึ่งคือ แอฟริกามีทรัพยากรที่สำคัญที่สหรัฐฯ มองว่าดีสำหรับอนาคต
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิรัฐศาสตร์ของทวีปเติบโตขึ้น จนถูกมองว่าเป็นภูมิภาคที่สำคัญ โดยมีประชากรเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก
หนึ่งในสี่ของประชากรโลก คือราว 9 พัน 5 ร้อยล้านคน อยู่ในทวีปแอฟริกา เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ของประชากรโลกในปี 1950 และหากสามารถทำให้แอฟริกาเป็นภูมิภาคที่เจริญเติบโตได้ ที่นี่ก็จะกลายเป็นภูมิภาคสำคัญในการขับเคลื่อนโลก
ขณะเดียวกัน หนึ่งในสามของแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพลังงานที่ยั่งยืนและการพัฒนายานยนต์นั้นอยู่ในแอฟริกา นอกจากนี้แอฟริกายังเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายคาดว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในการเข้ามาสานสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้ คือ สหรัฐฯ อาจต้องการช่วงชิงพื้นที่ในการขยายอิทธิพลกับประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน
รัสเซียและกลุ่มประเทศแอฟริกามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต
ในตอนนั้นสหภาพโซเวียตสนับสนุนการเคลื่อนไหวด้านเอกราชหลายครั้งในแอฟริกา ทั้งในแง่ทางการทูต ทางการเงิน และทางการทหาร รัสเซียยังเป็นคู่ค้าอาวุธรายใหญ่และมีความร่วมมือทางทหารร่วมกับประเทศในแอฟริกาอีกด้วย
ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน ผู้นำในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ สงวนท่าทีที่มีต่อรัสเซียมาโดยตลอด และงดออกเสียงในมติประณามรัสเซียในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
และรัสเซียได้เริ่มระดมหาเสียงสนับสนุนจากแอฟริกาเพื่อกดดันสหรัฐฯ ด้วยการส่ง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไปเยือนแอฟริกาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจนิ่งเฉย ต้องส่งแอนโทนี บลิงเคนไปเยือนแอฟริกาในเดือนถัดไป โดยระบุว่าเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตยของประเทศในแอฟริกา
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและภูมิภาคแอฟริกา ก็เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
จีนและแอฟริกาได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ตั้งแต่โรงเรียน ท่าเรือ โรงงานไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีขนาดใหญ่
เมื่อปีที่แล้ว การค้าระหว่างจีนและภูมิภาคแอฟริกา ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 2 แสน 5 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.8 ล้านล้านบาท
ในทางตรงกันข้าม การลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับแอฟริกาลดลงเหลือราว 6 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 1.1 ของการค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ประเทศในแอฟริกาต้องแลกมากับหนี้จำนวนมาก
จอห์น โบลตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ออกมาวิพากษณ์วิจารณ์การลงทุนของจีนในแอฟริกาว่าเป็นการล่าเหยื่อโดยการให้เงินกู้มหาศาล และเรียกร้องสิ่งต่างๆ ที่ตนเองปรารถนาจากประเทศที่ติดกับดักหนี้เหล่านี้
โดยจีนและนักลงทุนของจีนในแอฟริกาจะโต้แย้งว่าการลงทุนระยะยาวในจีนจะส่งเสริมให้แอฟริกามีอิสระมากขึ้น เพราะเป็นการลงทุนแบบไม่มีเงื่อนไข
แม้ว่าขณะนี้สหรัฐฯ จะลดการวิพากษ์วิจารณ์จีนลง และเลี่ยงที่จะพูดว่าการประชุมนี้เป็นการต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลกับจีน แต่การที่สหรัฐฯ พยายามเพิ่มการลงทุนและความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกับแอฟริกา ก็อาจหมายถึงความพยายามที่จะคานอิทธิพลกับจีนนั่นเอง