"ไบเดน" หนุน สหภาพแอฟริกัน เข้าร่วม G20

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ในการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-แอฟริกาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำชาติแอฟริกันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังการประชุมที่เคยจัดขึ้นในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามาเมื่อปี 2014

วาระสำคัญของการประชุมนี้ คือการประกาศสนับสนุน องค์การสหภาพแอฟริกัน (African Union :AU) ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของกลุ่มประเทศ G20 อย่างเป็นทางการ   การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ถูกหมางเมินจากสหรัฐฯในช่วงหลายปีมานี้ ขณะที่มหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าแทนที่สหรัฐฯในแอฟริกาอย่างสำคัญก่อนอื่น มาทำความรู้จักว่า G20 คืออะไร และมีความเป็นมาอย่างไร

กลุ่ม G20 หรือ Group of Twenty ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1999 ถือเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของชาติสมาชิกจำนวน 19 ชาติ บวกกับสหภาพยุโรป (อียู) 

วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งกลุ่ม G20 คือเพื่อขยายความร่วมมือในหมู่ชาติสมาชิกในประเด็นต่างๆ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

สมาชิกกลุ่ม G20 ซึ่งจะมีการประชุมกันปีละ 1 ครั้ง  ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, จีน ,อินเดีย ,รัสเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ซาอุดีอาระเบีย, ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, แคนาดา, อาร์เจนตินา, บราซิล ,สหราชอาณาจักร ,ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เม็กซิโก, ตุรกี ,แอฟริกาใต้  และสหภาพยุโรป ถือเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วกับชาติกำลังพัฒนาขนาดใหญ่

สัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของกลุ่ม G20  นั้นรวมกันแล้วสูงกว่าร้อยละ 80 ของจีดีพีโลก และยังมีปริมาณการค้าขายรวมกันสูงถึงร้อยละ 75 ของปริมาณการค้าทั้งหมดของโลก  อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีชาติจากทวีปแอฟริกาเพียงชาติเดียวที่ได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 นั่นคือ แอฟริกาใต้ 

นี่จึงเป็นที่มาของคำประกาศของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ในการสนับสนุนให้สหภาพแอฟริกัน ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมดถึง 55 ชาติได้เข้าร่วมกับกลุ่ม G20 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก

คำถามที่ตามมาคือ ชาติในแอฟริกาจะได้อะไรจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของกลุ่มประเทศ G20 ที่ผ่านมา 55 ชาติสมาชิกของสหภาพแอฟริกันมักถูกมองข้ามและถูกเพิกเฉยจากประชาคมโลก เพราะถูกมองว่าเป็นเพียงการรวมกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนาระดับล่าง และประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสมาชิกสหภาพแอฟริกันเป็นบ้านของประชากรจำนวนกว่า 1,321 ล้านคน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นประชากรหนุ่มสาว และวัยทำงาน

ขณะเดียวกัน มูลค่ารวมของจีดีพีใน 55 ชาติสมาชิกสหภาพแอฟริกันยังมีสัดส่วนสูงถึงปีละประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 261  ล้านล้านบาทการได้เข้าร่วมกับกลุ่ม G20  จะทำให้ชาติในแอฟริกาได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) รวมกันกว่าร้อยละ 80 ของจีดีพีโลก และยังมีปริมาณการค้าขายรวมกันสูงถึงร้อยละ 75 ของปริมาณการค้าทั้งหมดของโลก รวมถึงมีจำนวนประชากรรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก

ในทางกลับกัน กลุ่ม G20 ซึ่งประกอบไปด้วย บรรดาชาติอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลจากการเข้าถึงแรงงานราคาถูกวัยหนุ่มสาวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทวีปแอฟริกา ยังไม่นับรวมกับการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญทั้งทางการเกษตร การผลิตอาหาร วัตถุดิบสำหรับป้อนภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนแร่ธาตุล้ำค่านานาชนิด

เพราะทวีปแอฟริกาเป็นแหล่งผลิตทองคำ ร้อยละ 98 ของโลก , เป็นแหล่งผลิตแร่โคบอลต์ร้อยละ 90 ของโลก , เป็นแหล่งผลิตแร่โครเมียมร้อยละ 70 ของโลก , เป็นแหล่งผลิตแร่แพลตินัมร้อยละ 50 ของโลก

เฉพาะแค่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และรวันดา เพียง 2 ประเทศ ก็สามารถผลิตแร่หายาก อย่างแร่โคลตาน ( coltan) ได้สูงถึงร้อยละ 70 ของโลก  ซึ่งแร่ตัวนี้ถือเป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ไมโครชิพ และการผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั่วโลกดังนั้นการเข้าร่วมกลุ่ม G20 ของสหภาพแอฟริกันในอนาคต จึงถือเป็นการได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

นอกจากการผลักดันให้สหภาพแอฟริกัน เข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของกลุ่มประเทศ G20 แล้ว ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-แอฟริกาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในครั้งนี้  ประธานาธิบดีโจ  ไบเดน ยังได้กล่าวถึงความพร้อมของสหรัฐฯในการสนับสนุนเป้าหมายของสหภาพแอฟริกัน ที่เรียกว่า Agenda 2063 ซึ่งหมายถึงเป้าหมายในการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในทวีปแอฟริกาให้หลุดพ้นจากความยากจนทั้งหมดภายในปี 2063

การประชุมสุดยอดครั้งแรกในรอบ 8 ปี ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำแอฟริกา เกิดขึ้นหลังจากที่บทบาทของสหรัฐฯ ในทวีปแอฟริกาลดลงไปอย่างมาก

เนื่องจากนโยบายต่างประเทศ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ในยุคของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย เข้ามาแทนที่สหรัฐฯในแอฟริกา และจีนกับรัสเซียได้เดินหน้าแผ่ขยายอิทธิพลของตนทั้งทางด้านการค้า การลงทุนและความมั่นคงในแอฟริกาอย่างเต็มที่ในช่วงที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแอฟริกาถูกจับตาจากสหรัฐฯอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจีนและแอฟริกาได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ตั้งแต่การก่อสร้างโรงเรียน ท่าเรือ โรงงานไฟฟ้า ตลอดจนโครงการด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 

เมื่อปีที่แล้ว การค้าระหว่างจีนและภูมิภาคแอฟริกา ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 254,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.8 ล้านล้านบาท ในทางตรงกันข้าม การลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับแอฟริกา กลับลดจำนวนลงเหลือราว 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเป็นเพียงร้อยละ 1.1 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา

ขณะที่รัสเซียและทวีปแอฟริกาก็มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต

ในตอนนั้นสหภาพโซเวียตสนับสนุนในการเคลื่อนไหวด้านการเรียกร้องเอกราชหลายครั้งในแอฟริกา ทั้งทางการทูต การเงิน และการทหาร

รัสเซียยังเป็นคู่ค้าอาวุธรายใหญ่และมีความร่วมมือทางทหารร่วมกับประเทศในแอฟริกาอีกด้วย

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน ผู้นำในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้สงวนท่าทีที่มีต่อรัสเซียมาโดยตลอด และงดออกเสียงในมติประณามรัสเซียในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

ในช่วงที่ต้องการเงินสนับสนุนในการทำสงครามเพิ่มเติม รัสเซียก็ได้ส่ง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไปเยือนแอฟริกาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจนิ่งเฉย ส่งแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปเยือนแอฟริกาในเดือนสิงหาคม โดยระบุว่าเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตยของประเทศในแอฟริกา ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ประธานาธิบดีไบเดน จึงพยายามที่จะกลับมาเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาที่ห่างหายไปให้กลับมาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการประชุมสุดยอดในครั้งนี้

โดยสหรัฐฯ และแอฟริกาจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่สำคัญต่างๆ ตั้งแต่ความมั่นคงทางการเมืองและทางอาหาร ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการฟื้นตัวหลังการระบาดของโควิด  ตลอดจนสนับสนุนโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯกับแอฟริกาซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการเติบโตทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก จนถูกมองว่าเป็นภูมิภาคที่สำคัญ และมีศักยภาพที่จะกลายเป็นภูมิภาคสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้ไม่ต่างจากอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก

อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ อย่างจีน รัสเซีย หรือแม้แต่สหภาพยุโรปกับญี่ปุ่น ที่มีการสานสัมพันธ์กับแอฟริกามาอย่างต่อเนื่อง สหรัฐฯ ถือว่าดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก นี่จึงเป็นงานที่ท้าทายสำหรับสหรัฐฯ ในการแข่งขันช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคแห่งนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ