"โควิดเป็นศูนย์" ชนวนประท้วงเขย่าอำนาจ "สี จิ้นผิง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เกือบตลอดทั้งปี 2022 มาตรการล็อกดาวน์คุมเข้มตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ได้สร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจจีน ตลอดจนเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล แม้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถกุมอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ได้อย่างเบ็ดเสร็จหลังการประชุมใหญ่พรรคเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา

แต่นโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่เขาผูกโยงว่าเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ กลับทำให้เขาถูกประชาชนคนธรรมดาลุกขึ้นมาท้าทายในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการประท้วงต่อต้านโควิดเป็นศูนย์ทั่วประเทศ และบางคนยังถึงขั้นเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้จีนเป็นสังคมที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตย

นี่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่ผู้นำจีนเชื่อมั่นว่าคือผลงานชิ้นสำคัญ กลับกลายเป็นชนวนเขย่าอำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่อาจทำให้การครองอำนาจในสมัย 3 ของเขาไม่ง่ายอย่างที่ถูกคาดการณ์

จีนยกเลิกมาตรการคุมเข้มโควิด หลังเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

จีนเลิกใช้แอปฯ ติดตามเดินทางพื้นที่เสี่ยงสูงพรุ่งนี้

หนึ่งในวันประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 หลังจบการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

แม้ไม่มีกฎเป็นลายลักษณ์อักษร แต่โดยปกติผู้ที่อายุ 68 ปีขึ้นไปในช่วงการประชุมใหญ่ จะต้องลงจากตำแหน่งผู้นำระดับสูงของพรรค แต่ตอนนี้ สี จิ้นผิง อายุ 69 ปีแล้ว การเป็นเลขาธิการพรรคสมัยที่ 3 ย่อมหมายความว่าเขาคือข้อยกเว้น

โดยคาดว่าเดือนมีนาคมปีหน้า ในการประชุมสภาประชาชนซึ่งมีสถานะไม่ต่างกับสภาตรายาง เขาน่าจะถูกรับรองให้เป็นประธานาธิบดีสมัย 3 หลังได้ลบข้อกำจัดทางกฎหมายที่ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัยออกไปแล้ว เปิดทางให้สี จิ้นผิง เป็นผู้นำจีนได้ตลอดชีพ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้สี จิ้นผิง คือผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตง เป็นต้นมา

ในวันรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัย 3 สี จิ้นผิง กล่าวถึงการเผชิญความท้าทายข้างหน้าและความจำเป็นในการส่งเสริมการกำกับดูแลที่เข้มงวดภายในพรรค โดยพรรคคอมมิวนิสต์ยังต้องเป็นที่พึ่งแข็งแกร่งที่สุดของประชาชน

นอกจากตัวของสี จิ้นผิง ที่ครองตำแหน่งผู้นำพรรคแล้ว คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง หรือ PSC ชุดใหม่ ซึ่งเป็นกลไกการตัดสินใจระดับสูงสุดของประเทศ ยังมีแต่ผู้ภักดีของสี จิ้นผิง

คนเหล่านี้จะถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลต่อไปในเดือนมีนาคมปีหน้าด้วย เช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจ 

แม้การครองเก้าอี้เลขาธิการพรรคสมัย 3 ไม่เกินความความคาดหมาย แต่การตั้งคนใกล้ชิดและภักดีครองอำนาจใน PSC ยิ่งตอกย้ำว่า สี จิ้นผิง กุมอำนาจในพรรคได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถกระชับอำนาจควบคุมทุกมิติของสังคมจีนได้มากขึ้น 

โฉมหน้าคณะผู้นำพรรคชุดใหม่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ปีกของพรรคที่เคยเป็นขั้วตรงข้ามถูกขจัดออกไปทั้งหมด ซึ่งรวมถึง นายกรัฐมนตรี ‘หลี่ เค่อเฉียง’  ผู้เคยวิจารณ์นโยบายจัดการโควิดเป็นศูนย์ ที่หลุดออกจากรายชื่อคณะกรรมการกลางและ PSC แม้หลี่ เค่อเฉียง มีอายุ 67 ปี ยังไม่ถึงธรรมเนียมอายุเกษียณก็ตาม

นักวิเคราะห์การเมืองจีนไม่น้อยมองว่า สำหรับการเมืองจีนตอนนี้ความภักดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิงสำคัญที่สุด ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจภายในพรรคคอมมิวนิสต์หายไป และยากยิ่งขึ้นที่จะมีความเห็นต่างภายในพรรค

นี่ถือเป็นการดึงประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกกลับไปสู่ยุคผู้นำคนเดียวปกครอง หลังการเมืองจีนเป็นระบบตัดสินใจร่วม แบ่งปันอำนาจในหมู่ชนชั้นนำของพรรคมาหลายสิบปี  ถือเป็นยุคใหม่ของการเมืองจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถควบคุมการตัดสินใจกำหนดนโยบายได้ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือต่างประเทศ

แต่ในขณะที่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กระชับอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ได้อย่างเด็ดขาด เขากลับถูกท้าทายอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดจากประชาชนคนธรรมดา

นี่คือภาพการประท้วงที่เกิดขึ้นกระจายไปในหลายเมืองของทั่วจีน รวมถึงในกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้

การประท้วงนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ไม่ถึง 2 เดือน หลังสี จิ้นผิง ครองอำนาจสมัย 3 โดยผู้ชุมนุมประท้วงต้านนโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่เปิดทางให้ทางการใช้มาตรการคุมเข้ม ล็อกดาวน์กะทันหัน สั่งกักตัวยืดเยื้อและตรวจหาเชื้อคนเป็นวงกว้าง เป็นนโยบายที่กระทบทั้งเศรษฐกิจจีนและห่วงโซ่อุปทานโลก แม้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยันว่านโยบายนี้คือความสำเร็จในการรักษาชีวิตคนก็ตาม 

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนจีนหมดความอดทนหลังอยู่กับโควิดเป็นศูนย์มานานเกือบ 3 ปี คือเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักในเมืองอุรุมชีของซินเจียงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน โดยเชื่อกันว่ามาตรการล็อกดาวน์ทำให้คนออกจากอาคารไม่ได้และการกู้ภัยล่าช้า การประท้วงยังคึกคักในหมู่คนรุ่นใหม่ การชุมนุมเกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำ

การชูกระดาษเปล่าสีขาวกลายเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของผู้ประท้วง กระดาษเปล่าเป็นเครื่องมือบอกว่า พวกเขามีสิ่งที่ต้องการพูดมากมาย แต่ไม่อาจสื่อสารออกมาได้

ไม่เพียงขอให้ยกเลิกโควิดเป็นศูนย์ ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมบางคนยังไปไกลขึ้นเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ลงจากตำแหน่ง และบอกว่าพวกเขาต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตย

การประท้วงที่เกิดขึ้น ถือเป็นความท้าทายที่สุดของสี จิ้นผิง ตลอดจนพรรคคอมมิวนิสต์จีน นับตั้งแต่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 เป็นต้นมา

แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลจีนต้องประกาศคลายมาตรการคุมเข้มทั่วประเทศในสัปดาห์ถัดไป เป็นสัญญาณถอยห่างจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ แม้ไม่ยอมระบุว่าสาเหตุการกลับลำเกิดขึ้นเพราะความไม่พอใจของประชาชนก็ตาม โดยสื่อรัฐบาลจีนบอกว่านี่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่วางแผนเอาไว้แล้ว หลังแนวทางโควิดเป็นศูนย์ของสี จิ้นผิง มีชัยชนะเหนือไวรัสที่อ่อนแอลง

ด้านหนึ่ง นี่ถูกมองเป็นการใช้สื่อและโฆษณาชวนเชื่อรักษาหน้ารัฐบาล กลบเกลื่อนความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายที่ส่งผลกระทบมหาศาล แต่อีกด้าน การเปลี่ยนทิศทางนโยบายจัดการโควิดก็ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาชนที่ออกมาประท้วงท้าทายรัฐอำนาจนิยมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

เพราะถึงที่สุดแล้วสี จิ้นผิง และพรรคคอมมิวนิสต์ย่อมรู้ดีว่า โควิดเป็นศูนย์สั่นคลอนเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนความชอบธรรมของอำนาจและระบบการเมืองที่ปิดกั้นจำกัดสิทธิเสรีภาพให้ยังคงอยู่ได้

การประท้วงไม่เอาโควิดเป็นศูนย์ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงแรงสนับสนุนจากประชาชนที่มีต่อพรรคและสี จิ้นผิง ลดลงมหาศาล การยอมอ่อนข้อคลายมาตรการคุมเข้มอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันความปั่นป่วนที่อาจลุกลามมากขึ้น

แม้นักวิเคราะห์และฝ่ายที่วิจารณ์รัฐบาลจีนบางคนมองว่า ยากที่การประท้วงครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อมองจากการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของสี จิ้นผิง ในทุกกลไกสังคม ตลอดจนเป้าหมายการประท้วงของคนส่วนใหญ่คือความไม่พอใจกับมาตรการควบคุมไวรัสที่กระทบชีวิตเป็นหลัก การคลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์ลงอาจทำให้ผู้ประท้วงจำนวนมากพอใจและหยุดเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้

แต่ภาพของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาชูกระดาษขาว เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยแม้สุ่มเสี่ยงที่จะต้องถูกลงโทษหนัก ย่อมสะท้อนว่ามีการก่อตัวของความไม่พอใจต่อระบอบที่เป็นอยู่ค่อนข้างรุนแรง

พลังของการประท้วงขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น อาจเป็นการทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้ 5 ปีต่อจากนี้ภายใต้การปกครองของสี จิ้นผิง ที่ดูเหมือนจะกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ไม่ราบรื่นมั่นคงอย่างที่ถูกคาดหมาย

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ