วันที่ 1 ก.พ. เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถือเป็นวันแห่งความเปลี่ยนแปลงของชาวเมียนมา เมื่อกองทัพเมียนมาก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศมาจากรัฐบาลของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และสิ่งที่ตามมา คือการปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง จนมีพลเรือนเสียชีวิตหลายพันคน
แม้จะผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ความรุนแรงที่กองทัพเมียนมากระทำต่อพลเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อพยายามปราบปรามกองกำลังของฝ่ายต่อต้าน
รายงานของ Myanmar Witness องค์กรสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ระบุว่า เฉพาะในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2022 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ “การโจมตีทางอากาศ” มากถึง 135 เหตุการณ์ โดยแต่ละเหตุการณ์มีแนวโน้มว่าจะมีการโจมตีมากกว่า 1 ครั้ง
แดเนียล อันเลซาร์ก รองหัวหน้าฝ่ายสอบสวนของ Myanmar Witness กล่าวว่า จำนวนเหตุการณ์การโจมตีทางอากาศนี้เป็นเพียงตัวเลขขั้นต่ำ เพราะการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ความห่างไกลของบางพื้นที่ และความกลัว ทำให้เหตุโจมตีทางอากาศบางครั้งไม่ได้ถูกรายงานเข้ามา
แม้ที่ผ่านมากองทัพเมียนมาจะอ้างว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศมีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มต่อต้านติดอาวุธเท่านั้น แต่ที่ผ่านมา สถานที่ซึ่งถูกทำลายจากการโจมตีทางอากาศไม่ได้มีแค่โครงสร้างทางทหาร แต่ยังมีโรงเรียน สถานพยาบาล และศาสนสถานด้วยที่ถูกโจมตี
Myanmar Witness ระบุว่า จาก 14 เขตการปกครองของเมียนมา มีถึง 10 เขตการปกครองที่เผชิญกับการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา โดยเครื่องบินที่ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินรบของรัสเซียและจีนที่กองทัพจัดหามา
ด้านกลุ่ม Acled ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ให้ข้อมูลว่า กองทัพเมียนมาเริ่มโจมตีทางอากาศมากขึ้นในปี 2022 โดยจำนวนการโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินรบหรือโดรน แบบที่ไม่ใช่ปฏิบัติการระหว่างการรบ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เป็น 312 เหตุการณ์ แต่ละเหตุการณ์อาจมีการโจมตีทางอากาศหลายครั้ง
ออง เมียว มิน รัฐมนตรีสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการปกครองของรัฐบาลทหาร กล่าวว่า ผู้คนกำลังอยู่ในสภาวะหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง “พวกเขาเรียกพวกมันว่าสัตว์ประหลาดจากฟากฟ้า”
นับตั้งแต่รัฐประหาร กองทัพเมียนมาต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั้งผู้ประท้วงอย่างสันติและกลุ่มต่อต้านติดอาวุธ ณ เดือน ก.ย. 2022 สภาที่ปรึกษาพิเศษในเมียนมาประเมินว่า รัฐบาลทหารมีอำนาจควบคุมพื้นที่เพียง 17% ของประเทศเท่านั้น ในขณะที่กลุ่มต่อต้านมีอำนาจควบคุมมากกว่า 52%
อย่างไรก็ตาม ความสามารถของรัฐบาลทหารในการโจมตีทางอากาศทำให้มีความได้เปรียบเหนือกลุ่มต่อต้านอย่างมาก
ฮันเตอร์ มาร์สตัน นักวิจัยและนักวิเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียในแคนเบอร์รา บอกว่า กองทัพเมียนมาพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียและจีนเป็นหลัก และพยายามกระชับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศตั้งแต่เกิดรัฐประหาร โดยแสดงท่าทีสนับสนุนการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และสนับสนุนการอ้างสิทธิ์การปกครองเหนือไต้หวันของรัฐบาลจีน
“พวกเขาอาศัยความได้เปรียบทางอากาศและใช้อาวุธอย่างไม่เลือกหน้า” มาร์สตันกล่าว
เรื่องที่น่าจับตาคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นภายในเดือน ส.ค. นี้ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ชาวเมียนมาจะได้รัฐบาลใหม่ หรือจะยังคงเป็นทหารที่ปกครองบ้านเมืองต่อไป
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก AFP
รัฐบาลเมียนมา ประกาศพร้อมเลือกตั้งใหม่ที่เป็นอิสระและยุติธรรม ภายในเดือนส.ค.นี้