ตร.อิสราเอล ปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านการปฏิรูปศาล


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้วสำหรับการประท้วงแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่ของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ถูกมองว่ากำลังทำให้ประชาธิปไตยของอิสราเอลตกอยู่ในอันตราย

การประท้วงวานนี้ (1 ก.พ.)เป็นหนึ่งในการประท้วงใหญ่ที่ถูกเรียกว่า‘วันแห่งการหยุดชะงัก’หรือ‘Day of Disruption’การประท้วงครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในพื้นที่พิพาทอย่างเขตเวสต์แบงก์อีกด้วย

การประท้วงใหญ่ในกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอลชาวอิสราเอลหลายพันคนรวมตัวกันปิดถนนพร้อมกับตะโกนว่า‘ประชาธิปไตย’และ‘อิสราเอลไม่ใช่เผด็จการ’เพื่อประท้วงแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่ของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล

อิสราเอล-ปาเลสไตน์ยิงจรวดตอบโต้ หลังปะทะในเวสต์แบงก์

"มัสยิดอัล-อักซอ" ชนวนขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลเริ่มใช้กำลังเข้าสลายการผู้ชุมนุม ตำรวจใช้ระเบิดแฟลช ขณะเดียวกันตำรวจบนหลังม้าซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นในการประท้วงมานานหลายปี พยายามที่จะหยุดผู้ประท้วงเพื่อสลายการชุมนุม  มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ใช้ปีดฉีดน้ำแรงดันสูงยิงใส่ผู้ชุมนุมอีกด้วย ทำให้ผู้ประท้วงต้องวิ่งหนีกันชุลมุน

โดยตำรวจพยายามจับกุมผู้ประท้วง และ ผู้ประท้วงรายหนึ่งถูกเจ้าที่ผลักลงพื้น ก่อนจะถูกมัดมือด้วยกุญแจมือพลาสติก ท่ามกลางเสียงตะโกนต่อต้านของผู้ประท้วงคนอื่นๆ

นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้ประท้วงบางส่วนได้ตอบโต้การกระทำของตำรวจโดยการขว้างปาหิน จนเกิดการปะทะรุนแรงขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วงอีกด้วย

ขณะที่กรุงเยรูซาเล็มก็เกิดการประท้วงด้วยเช่นกัน  หญิงชาวอิสราเอลในชุดผ้าคลุมสีแดงและหมวกปิดบังใบหน้าสีขาวกลุ่มนี้ เลียนแบบการแต่งกายของตัวละครในนวนิยายแนวดิสโทเปียเรื่อง The Handmaid's Tale ของมาร์กาเร็ต แอ็ตวูดที่ออกมาในปี 1985 ซึ่งเป็นเรื่องราวของสาวใช้ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้ชื่อ ไร้ตัวตน และมีเสรีภาพอย่างจำกัดภายใต้ผู้ปกครองแบบเผด็จการทหาร

การแต่งกายเลียนแบบตัวละครดังกล่าวก็เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าพวกเขาอาจต้องตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ หากสภาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว

ขณะเดียวกันในช่วงค่ำ ชาวอิสราเอลหลายร้อยคนได้รวมตัวประท้วงบริเวณหน้าบ้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู บางคนพาลูกหลานออกมาประท้วงด้วย โดยบอกว่านี่เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้กับคนรุ่นหลัง

นอกจากนี้ ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไปรวมตัวกันหน้าร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม หลังได้ยินข่าวว่า ‘ซารา เนทันยาฮู’ ภรรยาของผู้นำอิสราเอลเดินทางมาใช้บริการที่นี่   ทำให้รถของเธอไม่สามารถออกจากบริเวณนี้ได้เพราะถูกขัดขวางจากบรรดาผู้ประท้วงก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์

การประท้วงในอิสราเอลดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม เพื่อต่อต้านแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่ของนายกฯ เนทันยาฮู เนื่องจากผู้ประท้วงมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายประชาธิปไตย  แผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่ของผู้นำอิสราเอลคืออะไร เหตุใดชาวอิสราเอลจึงมองเช่นนั้น

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากที่เบนจามิน เนทันยาฮูชนะการเลือกตั้ง บรรดาพรรคการเมืองและผู้สนับสนุนของเขาที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม ได้ออกมาวิพากษ์ว่าศาลมีอำนาจมากเกินไปและจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูป

เป้าหมายของรัฐบาลเนทันยาฮูคือเพื่อคืนอำนาจส่วนใหญ่กลับมายังฝ่ายนิติบัญญัติ หรือสภาคเนสเซท (Knesset) ผ่านการเพิ่มอำนาจให้แก่สมาชิกสภาทั้ง 120 คน สามารถผ่านร่างกฎหมายที่ศาลสูงสุดได้ลงมติว่าขัดต่อหลักประชาธิปไตยได้

รวมถึงเปลี่ยนแปลงจำนวนและองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการคัดเลือกตุลาการศาลสูงสุดซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกผู้พิพากษา 15 คน เพื่อพิจารณากฎหมายต่างๆ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจะเปลี่ยนจาก 9 คนเป็น 11 คน

การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการเลือกผู้พิพากษามากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนของคณะกรรมาธิการมีผู้แทนของรัฐบาลที่มากกว่า จนหลายฝ่ายมองว่านี่เป็นการบั่นทอนระบอบประชาธิปไตยในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ศาลสูงสุดของอิสราเอลจะเป็นผู้ทบทวนและพิจารณาร่างกฎหมายที่สภาอิสราเอลเสนอมา โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดได้ปัดตกร่างกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนกว่า 20 ฉบับที่รัฐบาลอิสราเอลเป็นผู้เสนอ

ดังนั้นหากการปฏิรูปศาลสูงสูดสำเร็จ เราอาจได้เห็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือจำกัดอย่างสุดโต่งจากรัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบัน

นอกจากนี้การปฏิรูปศาลสูงสุดอาจทำให้นักการเมืองสามารถหลบหนีความผิดได้ด้วย โดยตัวนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูเองก็มีคดีคอร์รัปชันติดตัว ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า เขาอาจใช้แผนการปฏิรูปนี้เป็นช่องทางในการหนีคดี และอาจทำให้การตรวจสอบความผิดของเขายากขึ้นในอนาคต

ขณะนี้อิสราเอลกำลังเจอศึกหนัก นอกจากการประท้วงภายในประเทศแล้ว ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทอย่างเขตเวสต์แบงก์  ความขัดแย้งล่าสุดเกิดขึ้นในเมืองเจริโค

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. มีรายงานชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลวัย 26 ปี ถูกยิงเสียชีวิตบนทางด่วนใกล้กับเมืองเจริโค

เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งของเมืองเจริโค ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกล้อมค่ายดังกล่าวเป็นเวลา 3 วันเพื่อค้นหาตัวผู้ต้องสงสัย  รวมถึงปิดชายแดนเข้าออกไปยังประเทศจอร์แดน ซึ่งชายแดนดังกล่าวเป็นเส้นทางเดียวสำหรับชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ในการเดินทางข้ามประเทศ

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งที่คาดว่าผู้ต้องสงสัย 3 คน ซ่อนตัวอยู่ หลังได้รับรายงานยืนยันตำแหน่งผู้ต้องสงสัย เกิดการยิงโต้ตอบกัน หนึ่งในนั้นเสียชีวิตหลังจากพยายามหลบหนี อีก 2 คนถูกควบคุมตัวไว้ได้

นอกจากนี้ยังเกิดการปะทะกันระหว่างชาวปาเลสไตน์และกองกำลังอิสราเอลในเมืองเจริโคเนื่องจากพวกเขาไม่พอใจเจ้าหน้าที่อิสราเอลที่เข้ามาปิดล้อมเมือง  โดยชาวปาเลสไตน์ได้ขว้างก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ตอบโต้ด้วยการปาแฟลชและแก๊ซน้ำตาเพื่อยุติการก่อจลาจล

ความตึงเครียดระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นหนึ่งในจุดความขัดแย้งมาอย่างยาวนานระหว่างทั้งสองชาติ

เขตเวสต์แบงก์อยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน เคยอยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษหลังการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะตกอยู่ในความครอบครองของอาหรับในเวลาต่อมา

จนกระทั่งปี 1967 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับที่เรียกว่าสงคราม 6 วัน (Six Day War) อิสราเอลได้รับชัยชนะและยึดเวสต์แบงค์มาเป็นของตนเอง หลังจากนั้นชาวยิวก็เริ่มทะยอยเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่นั่นและเกิดการต่อต้านอย่างหนักจากชาวปาเลสไตน์

จนกระทั่งเมื่อปี 1993 ทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงสันติภาพที่เรียกว่า ‘ข้อตกลงออสโล’ เพื่อแก้ปัญหานี้

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงคือ การแบ่งเวสต์แบงก์ออกเป็น 3 บริเวณ

Area A - มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 18 ให้อยู่ในความปกครองของปาเลสไตน์ มีรัฐบาลและดูแลความมั่นคงของตัวเอง

Area B- มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 22 ให้ปาเลสไตน์มีอำนาจทางการเมือง แต่การดูแลความมั่นคงจะเป็นหน้าที่ของอิสราเอล

Area C - พื้นที่ที่เหลือทั้งหมดให้อิสราเอลดูแลทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง

แต่อิสราเอลไม่หยุดแค่ที่ Zone A ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานใน Zone B และ A มากขึ้น หลายครั้งมีกำลังความมั่นคงอิสราเอลเข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้ก่อนเช่นในกรณีของเมืองเจริโคซึ่งอยู่ใน Zone การรุกของอิสราเอลทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่พอใจและนำมาสู่การปะทะกัน

เมื่อปี 2016 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติว่าการกระทำเช่นนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลอิสราเอลไม่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลใหม่ที่นำโดยเบนจามิน เนทันยาฮู

ล่าสุดมีการออกมาพูดในลักษณะที่อาจทำให้เรื่องนี้เลวร้ายลง 'เบซาเลล สโมทริช’ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอิสราเอล ที่เรียกร้องให้กำจัดหมู่บ้านฮาวาราที่ตั้งอยู่ในเขตนาบลุสออกไป โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่อิสราเอลจำเป็นต้องทำเพื่อพลเมืองของเรา พร้อมทั้งกล่าวสนับสนุนผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ก่อความรุนแรง

‘เน็ด ไพรซ์’ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศออกมาแถลงว่า การพูดเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ทั้งนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังมือปืนชาวปาเลสไตน์ยิงชาวอิสราเอล 2 รายเสียชีวิต

ทำให้เกิดเหตุจลาจลโดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ บุกเข้าทำลายทรัพย์สินและจุดไฟเผาบ้านและรถยนต์จนเสียหายจำนวนมากในหมู่บ้านฮาวารา สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้อิสราเอลจับตัวผู้ก่อเหตุบุกหมู่บ้านที่คาดว่ามีมากกว่า 100 คน แต่ทางการอิสราเอลจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เพียง 10 คนเท่านั้น  ขณะที่ปาเลสไตน์ก็เรียกร้องให้สหรัฐฯ ช่วยยับยั้งการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลด้วย

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ