สำหรับความคืบหน้าล่าสุดตอนนี้คือ กลุ่มนักรบแวกเนอร์สามารถเข้าใกล้ใจกลางของเมืองบัคมุตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย เยฟเกนี ปริโกชิน มหาเศรษฐีคนสนิทของผู้นำรัสเซีย ได้โพสต์ภาพของนักรบแวกเนอร์ ที่กำลังโบกธงของกลุ่มบนซากอาคารหลังหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองบัคมุตประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งหมายถึงกลุ่มแวกเนอร์ใกล้ยึดเมืองนี้ได้เกือบหมดแล้ว
นี่ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนจากทั้งหมด ที่คาดว่าเหลืออยู่ประมาณ 6,000-7,000 คน ตัดสินใจอพยพออกจากพื้นที่ ก่อนที่เมืองจะถูกยึดครองโดยสมบูรณ์
ประชาชนบางคนบอกว่า การสู้รบดุเดือดมากจนไม่สามารถอยู่ในเมืองได้อีกต่อไป
ด้านกองกำลังยูเครนที่รบในบัดมุต คาดว่ามีอยู่เกือบหนึ่งหมื่นนายและในจำนวนนี้ส่วนมากเป็นหน่วยรบฝีมือดี และกำลังพลเหล่านี้กำลังเสี่ยงต่อการถูกปิดล้อมและถูกตัดขาดจากที่เหลือของกองทัพยูเครนโดยมีกระแสข่าวมาหลายวันแล้วว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกี อาจสั่งให้ทหารเหล่านั้นถอนตัวออกมาเพื่อรักษาชีวิต
อย่างไรก็ดี สื่อของยูเครนรายงานว่า กองทัพยูเครนจะถอนกองกำลังออกจากเมืองบัคมุต แต่การถอนทหารจะเกิดขึ้นเมื่อมีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดเท่านั้น
หลายฝ่ายเกิดความสงสัยว่าความจำเป็นอย่างถึงที่สุดดังกล่าวหมายถึงอย่างไร เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์และยุทธศาสตร์ในตอนนี้ ก็อาจเรียกได้ว่ากองทัพยูเครนในเมืองบัคมุตใกล้เข้าสู่ทางตันมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยตลอดการต่อสู้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเสียทหารไปจำนวนมาก โดยเฉพาะกับฝั่งรัสเซียเนื่องจากรัสเซียใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า คลื่นมนุษย์ (Human Wave) ซึ่งเป็นการส่งกองพลจำนวนมากเพื่อเข้าไปปะทะกับศัตรู จนทำให้ยูเครนรู้สึกงงและต้องรับมือจากหลายทิศทาง
การที่รัสเซียทำเช่นนี้ได้เพราะมีคนเยอะกว่า โดยกำลังพลที่ถูกถมเข้ามารบในเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลสำรองที่ถูกเกณฑ์มาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว รวมถึงทหารรับจ้างอย่างกลุ่มแวกเนอร์ ซึ่งมีการไปเกณฑ์หรือจ้างนักโทษมารบด้วย
กลยุทธ์การถมกำลังพลเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งทำให้ยูเครนถูกบีบและเสียเปรียบมากขึ้นหลังจากตรึงกำลังต้านทานรัสเซียมาได้หลายเดือน
รัสเซียต้องการยึดเมืองนี้ให้ได้เพราะต้องการชัยชนะไปประกาศต่อสาธารณชน หลังจากไม่ประสบความสำเร็จใหญ่ๆ ในสนามรบใดเลยตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนก่อน นอกจากนี้ ถ้ารัสเซียยึดเมืองบัคมุตได้ ก็จะสามารถขยายแนวรบต่อไปที่เมืองครามาทอร์สก์และสลาเวียนสก์ สองเมืองแฝดสำคัญของแคว้นโดเนตสก์ได้ง่ายขึ้น
โดยที่ผ่านมา กองทัพยูเครนสามารถเคลื่อนพลและลำเลียงเสบียงผ่านถนน 4 สายเพื่อเข้าและออกเมืองบัคมุต ได้แก่
- ถนนสาย T0513 ที่เชื่อมมาจากเมืองซีเวิร์สก์ทางตอนเหนือ
- ถนนสาย M03 ที่เชื่อมขึ้นไปยังเมืองสลาเวียนสก์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
- ถนนสาย T504 ที่เชื่อมไปยังเมืองคอนสแตนตินิฟกาทางตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนจะเชื่อมไปยังทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อเข้าสู่ครามาทอร์สก์
- ถนนสาย O-0506 ที่เชื่อมไปยังเมืองชาร์สิฟ ยาร์
แต่จากสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตอนนี้ กลุ่มแวกเนอร์สามารถยึดเมืองโซเลียดาร์ได้แล้ว ทำให้ถนนสาย T0513 ที่เชื่อมไปยังเมืองซีเวิร์สก์ถูกตัดขาด
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า กลุ่มแวกเนอร์ยังสามารถยึดเขตเบอร์คิฟกาและคลาสนา โฮราทางตอนเหนือของบัคมุตได้แล้ว ทำให้ถนนสาย M03 ที่เชื่อมขึ้นไปยังเมืองสลาเวียนสก์ถูกตัดขาดเช่นกัน
นอกจากนี้ จากรายงานของสถาบันการศึกษาสงคราม (ISW) ล่าสุดวันนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มแวกเนอร์สามารถยึดเขตคลิชชีฟกาทางใต้ของเมืองได้แล้ว ซึ่งเขตดังกล่าวเชื่อมต่อกับถนน T0504 ซึ่งเชื่อมไปยังเมืองครามาทอร์สก์นี่หมายความว่า กลุ่มแวกเนอร์และกองทัพรัสเซียเกือบที่จะปิดล้อมกองทัพยูเครนได้แล้ว โดยตอนนี้ทหารของกองทัพยูเครนกว่าหมื่นนาย เหลือทางออกจากเมืองบัคมุตเพียงทางเดียวเท่านั้นคือ ถนนสาย O-0506 ที่จะเชื่อมไปยังเมืองครามาทอร์สก์
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายประเมินว่าที่กำลังพลเหล่านี้ยังไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ ถึงแม้ว่าเสี่ยงต่อการถูกล้อมกรอบ เป็นเพราะทหารเหล่านี้ ต้องการยื้อหรือซื้อเวลาให้ยูเครนสะสมกำลังและอาวุธเพื่อตลบหลังโจมตีรัสเซียทางด้านใต้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิหรือที่เรียกว่าการโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิ (Sping Offensive)
นักวิเคราะห์มองว่าแผนดังกล่าวมีความเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับทหารในพื้นที่และเป็นการได้ไม่คุ้มเสียอย่างไรก็ดี ก่อนที่การโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงตามที่ยูเครนเคยประกาศไว้
ล่าสุดมีเหตุการณ์หรือสัญญาณว่า การโต้กลับของยูเครนที่อาจจะเกิดขึ้นจะไม่ใช่เป็นการรบหรือการตอบโต้ทางภาคพื้นดินเพียงอย่างเดียวเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีโดรนลึกลับหลายสิบลำถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ที่รัสเซียยึดมาจากยูเครน ไม่ว่าจะเป็นในแคว้นเคอร์ซอน ซาโปริซเซีย โดเนตสก์ และลูฮันสก์ รวมถึงที่คาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียยึดมาจากยูเครนเมื่อ 9 ปีที่แล้วด้วย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดรนลำหนึ่งเข้าไปถึงหมู่บ้านกูบาสตาวา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโควเมืองหลวงรัสเซียเพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีโรงงานก๊าซของบริษัทก๊าซพรอมตั้งอยู่
หลังจากนั้น สื่อรัสเซียได้โพสต์รูปถ่ายของโดรนที่มีลักษณะคล้ายกับโดรนพลีชีพรุ่น UJ-22 ที่ผลิตในยูเครน ซึ่งมีคุณสมบัติที่บินได้เร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินแบบตระเวนได้ด้วยความเร็วเกือบ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดจนบินในสภาพอากาศที่เลวร้ายได้ไกลถึง 800 กิโลเมตร
นอกจากเข้าใกล้เมืองหลวงรัสเซียแล้ว ยังพบโดรนแบบเดียวกันอีกหลายลำเข้าไปในน่านฟ้าของรัสเซียทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูมิภาคคราสโนดาร์ และสาธารณรัฐอะดีเกยา โดยจุดดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากแหลมไครเมีย
นอกเหนือจากรายงานโดรนลึกลับบินเข้าไปในหลายจุดแล้ว ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประธานาธิบดีปูตินไม่พอใจอย่างหนักจนถึงต้องออกมาแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมาคือ เหตุการณ์โจมตีในแคว้นเบรียนสก์ ทางตะวันตกของประเทศ
อเล็กซานเดอร์ โบโกมาซ ผู้ว่าการแคว้นเบรียนสก์รายงานว่ามีกลุ่มก่อการร้ายจากยูเครนข้ามไปยังแคว้นเบรียนสก์และก่อเหตุยิงรถที่สัญจรผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็กวัย 10 ขวบ
นอกจากนี้ ผู้ว่าการแคว้นเบรียนสก์ระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพยูเครนยังได้โจมตีอีกรายรอบเช่น การส่งโดรนพลีชีพไปยังเขตคลิโมฟสกีและซูชานี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือน หรือ การใช้ปืนครกยิงใส่บางพื้นที่ของแคว้น
ทำให้ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียไม่พอใจอย่างหนักและออกมาแถลงเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการก่อการร้ายโดยกลุ่มนีโอนาซี และใช้เรื่องนี้อ้างเชื่อมโยงเหตุผลไปว่าทหารรัสเซียที่ทำสงครามในยูเครนกำลังปกป้องชาวรัสเซียจากคนกลุ่มนี้
นอกจากนี้ รัสเซียออกมากล่าวหาว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการโจมตีและการกระทำที่ถือว่าเป็นการก่อการร้ายด้วยการส่งข้อมูลความมั่นคงและความเคลื่อนไหวของรัสเซียให้กับยูเครน อย่างไรก็ดี เมื่อคืนที่ผ่านมาเพนตากอน ได้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาของรัสเซียทันทีว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
ขณะเดียวกัน มิไคโล โปลโดยัค ที่ปรึกษาหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดียูเครนได้ทวิตข้อความตอบโต้คำครหาของผู้นำรัสเซียว่า การก่อวินาศกรรมหรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกองทัพรัสเซียที่ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน
พร้อมกับย้ำว่านี่เป็นวิธีการยั่วยุแบบดั้งเดิมของรัสเซียเพื่อพิสูจน์และหาความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอื่นโดยเฉพาะกับยูเครน
นอกจากความขัดแย้งในยูเครนแล้ว ตอนนี้รัสเซียอาจกำลังจะมีปัญหากับประเทศที่สามเพิ่มขึ้น หลังจากวันนี้รัสเซียได้ไปทดสอบยิงขีปนาวุธบนในทะเลญี่ปุ่น
วันนี้ 3 มี.ค. กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เผยแพร่ภาพการซ้อมยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำในทะเลญี่ปุ่น โดยขีปนาวุธลูกที่ใช้เป็นขีปนาวุธชนิดที่รัสเซียใช้โจมตีหลายพื้นที่ของยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวได้พุ่งไปโจมตีเป้าหมายที่อยู่บนบกบริเวณแคว้นคาบารอฟสก์ ซึ่งอยู่ไกลออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตรสำเร็จ
หลายฝ่ายกังวลว่า การทดสอบขีปนาวุธในครั้งนี้อาจสร้างความไม่พอใจและความหวาดระแวงให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากทั้งสองประเทศมีปัญหาพื้นที่พิพาทกันมาอย่างยาวนาน
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ติดตามท่าทีของรัสเซียอย่างระมัดระวังและประณามการทดสอบขีปนาวุธของรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นอยู่เป็นระยะๆ