20 ปีที่รอคอย! 200 ชาติลงนามสนธิสัญญาคุ้มครองทะเลหลวง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เกือบ 200 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกยูเอ็น ได้ตกลงทำสนธิสัญญาคุ้มครองทะเลหลวง หรือทะเลซึ่งอยู่ในน่านน้ำสากล หลังความพยายามกว่า 2 ทศวรรษ

เมื่อเย็นวานนี้ (4 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงนิวยอร์ก หรือช่วงเช้าของบ้านเรา ได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวใหญ่ที่ต้องใช้เวลารอคอยมานานถึง 20 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวคือการที่เกือบ 200 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ตกลงทำสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตในทะเลหลวง (High Sea) หรือทะเลซึ่งอยู่ในน่านน้ำสากลที่ไม่ใช่อาณาเขตของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ไขคำตอบ ทำไมคดีฆาตกรรมในฮ่องกง ฆาตกรมักต้องหั่นศพ?

อวกาศเป็นของใคร? เมื่อการศึกษาอวกาศกำลังกลายเป็น “การล่าอาณานิคม”

เราจะทำร้ายธรรมชาติอีกแค่ไหน? พบโรคใหม่ในนกทะเล เกิดจาก “ขยะพลาสติก”

ทะเลหลวงจะนับจากน่านน้ำของประเทศต่าง ๆ ออกไป 200 ไมล์ทะเล (370 กิโลเมตร) ครอบคลุมประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก คือมากกว่า 60% ของมหาสมุทรทั่วโลกตามพื้นที่ผิว

น่านน้ำเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเลสายพันธุ์ต่าง ๆ และระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์มากมาย และเป็นกันชนสำคัญในการป้องกันวิกฤตสภาพอากาศ มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินของโลกไว้มากกว่า 90% ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทะเลหลวงเป็นพื้นที่ที่ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายใด ทำให้มีการกระทำผิดกฎหมายมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์ การทำเหมือง ฯลฯ

สนธิสัญญาคุ้มครองทะเลหลวงนี้ได้รับการลงนามในเย็นวันเสาร์หลังจากการเจรจานานกว่า 2 สัปดาห์ และในการประชุมขั้นสุดท้ายก็กินเวลาถึง 36 ชั่วโมง แต่ความจริงแล้วได้มีความพยายามที่จะจัดให้มีสนธิสํญญาดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้ว

สนธิสัญญานี้จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดตั้งและจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลหรือเขตรักษาพันธุ์ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของมหาสมุทร

นอกจากนี้ สนธิสัญญายังครอบคลุมถึงการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น การทำเหมืองในทะเลลึก

ลอรา เมลเลอร์ นักรณรงค์ด้านการปกป้องมหาสมุทรของกรีนพีซ นอร์ดิก กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์สำหรับการอนุรักษ์ และเป็นสัญญาณว่าในโลกที่แตกแยก การปกป้องธรรมชาติและผู้คนสามารถมีชัยเหนือภูมิรัฐศาสตร์ได้”

ที่ต้องมีการปกป้องทะเลหลวงนั้นเป็นเพราะว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์เริ่มทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น และเกิดน้ำที่เป็นกรดมากขึ้นคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเล อีกทั้งกิจกรรมของมนุษย์ในมหาสมุทรก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประมงเชิงอุตสาหกรรม การเดินเรือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และการสรรหาวัสดุจากพืชและสัตว์ทะเลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยา

ลิซ คารัน ผู้อำนวยการโครงการมหาสมุทรของกองทุนการกุศลพิว กล่าวว่า “ปัจจุบัน ยังไม่มีกฎระเบียบที่ครอบคลุมสำหรับการคุ้มครองสิ่งมีชีวิตในทะเลในบริเวณนี้”

ที่ผ่านมา กฎที่คุ้มครองทะเลหลวงนั้นมีอยู่น้อย กระจัดกระจาย และมีการบังคับใช้อย่างอ่อนแอ กิจกรรมในทะเลหลวงมักจะไม่ได้รับการควบคุมและการตรวจสอบที่เพียงพอ มีน่านน้ำสากลเพียง 1.2% เท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง และมีเพียง 0.8% เท่านั้นที่ “ได้รับการปกป้องอย่างสูง”

สนธิสัญญามหาสมุทรฉบับใหม่มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นโดยให้อำนาจทางกฎหมายในการสร้างและจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลในน่านน้ำสากล

โมนิกา เมดินา ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศด้านมหาสมุทรและกิจการสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากสนธิสัญญาประสบความสำเร็จ จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการอนุรักษ์หรือปกป้องอย่างน้อย 30% ของมหาสมุทรทั่วโลกภายในปี 2030”

ลอรา เมลเลอร์ บอกว่า “เราขอยกย่องประเทศต่าง ๆ ที่ยอมประนีประนอม ละทิ้งความแตกต่าง และสร้างสนธิสัญญาที่จะช่วยให้เราปกป้องมหาสมุทรเอาไว้ได้ ... และปกป้องชีวิตและการดำรงชีวิตของผู้คนหลายพันล้านคน”

หลังจากนี้ ประเทศต่าง ๆ จะต้องยอมรับและให้สัตยาบันในสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการคุ้มครองเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำและพยายามบรรลุเป้าหมายในการปกป้อง 30% ของมหาสมุทรทั่วโลกภายในปี 2030

 

เรียบเรียงจาก CNN

ภาพจาก AFP

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ