"ปูติน" ตอบรับแผนสันติภาพจีน เตรียมคุยรายละเอียด


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สงครามในยูเครนที่ดำเนินกว่า 13 เดือนกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงตัดสินใจเดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการในวันที่รัสเซียถูกโดดเดี่ยว และในวันที่การทำสงครามในยูเครนไม่เป็นไปตามเป้า การมาของผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างจีน คือสิ่งที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการมากที่สุด

และสำหรับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง การเยือนรัสเซียครั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายในการทลายระเบียบโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจ โดยใช้สงครามในยูเครนเป็นหนทางเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ภาพการพบกันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนและประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซีย ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (20 มี.ค.) ไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีสีเดินทางถึงกรุงมอสโก 

เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการที่กรุงมอสโกครั้งแรกของสองผู้นำ หลังจากที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครนเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

เจ็บแต่จบ! สงครามรัสเซีย-ยูเครน มีโอกาสสิ้นสุดในปีนี้?

ศาลอาญาระหว่างประเทศ “ออกหมายจับปูติน” ก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน

การพบกันครั้งนี้ถูกจับตามองจากทั่วโลกเพราะเกิดขึ้นในวันที่รัสเซียต้องการการสนับสนุนด้านอาวุธอย่างเร่งด่วน หลังจากถูกยูเครนต่อต้านอย่างหนักจนการทำสงครามไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้

และเกิดขึ้นในวันที่จีน ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ชาติที่จะช่วยเหลือรัสเซียให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยขณะนี้จีนเป็นเพียงไม่กี่ชาติในโลกที่ไม่ประณามการกระทำของรัสเซีย

สิ่งที่หลายประเทศอยากรู้คือ จีนคิดอย่างไรกับสงครามในยูเครน จะช่วยรัสเซียหรือไม่ และหากช่วยจะทำให้ทิศทางของสงครามเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ในบทสนทนาของผู้นำทั้งสอง โดยบทสนทนานี้ประธานาธิบดีปูตินพูดกับประธานาธิบดีสีว่า เขาซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ผู้นำจีนมาเยือน เพราะนี่คือการแสดงออกว่าทั้งสองชาติยึดถือในหลักการและคุณค่าแบบเดียวกัน

ขณะที่ประธานาธิบดีสีตอบขอบคุณที่ผู้นำรัสเซียเชิญมาเยือนและสิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเรียกกันและกันว่าเพื่อนรัก บทสนทนาของผู้นำทั้ง 2 สะท้อนถึงอะไร

สะท้อนว่าถึงแม้รัสเซียจะถูกประชาคมโลกประณาม ถึงแม้ประธานาธิบดีปูตินจะถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหาอาชญากรรมสงคราม แต่ผู้นำจีนยังมองประธานาธิบดีปูตินเป็นเพื่อนและพันธมิตรที่สำคัญ

ทำไมจีนจึงมีจุดยืนเช่นนี้ สี จิ้นผิงต้องการอะไร นักวิเคราะห์หลายคนมองตรงกันว่า จีนประกาศตัวเองเป็นพันธมิตรของรัสเซียก็เพื่อต้องการใช้ความสัมพันธ์พิเศษที่มีกับรัสเซียเป็นหนทางไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ นั่นคือ การบั่นทอนสหรัฐฯ ในฐานะชาติมหาอำนาจของโลก

เป็นการประกาศไม่ยอมให้ชาติหนึ่งชาติใดมาครอบงำหรือบงการระเบียบกติการะหว่างประเทศอีกต่อไป โดยจีนกับรัสเซียจะร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่มีอำนาจหลายขั้ว และสงครามในยูเครนคือเวทีที่จะสามารถทำให้สี จิ้นผิงบรรลุเป้าหมายนั้นได้

อย่างไรก็ตาม จีนต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง ในวันที่สหรัฐฯ สนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ด้วยการส่งความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้ แต่จีนยังสงวนท่าที จนถึงขณะนี้จีนยังเลือกที่จะไม่ส่งอาวุธไปสนับสนุนรัสเซีย

เพราะอะไรจีนจึงระมัดระวังเรื่องการส่งอาวุธช่วยรัสเซีย คำตอบส่วนหนึ่งคือ เพราะจีนยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในเรื่องการค้าขาย

นี่คือเหตุผลที่ทำให้จีนเลือกเล่นบทตัวกลาง เล่นบทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และเป็นที่มาของการเสนอแผนสันติภาพ 12 ข้อเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ในการพบกันเมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีปูตินกระโดดรับลูกและข้อเสนอสันติภาพของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยระบุว่ากำลังศึกษาแผนดังกล่าวอย่างละเอียด และยินดีที่จะบอกให้ทางจีนทราบว่า รัสเซียไม่ขัดข้องที่จะขึ้นโต๊ะเจรจากับยูเครน

 

ส่วนวันนี้ สีจิ้นผิงและปูตินหารือต่อเป็นวันที่ 2 รายงานระบุว่า สิ่งที่ผู้นำทั้งสองคุยกันในวันนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่จีนเสนอ โดยหัวข้อที่สำคัญที่สุดคือ จีนต้องการให้รัสเซียและยูเครนประกาศหยุดยิงและขึ้นโต๊ะเจรจา

ล่าสุดเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลรัสเซียเพื่อเข้าหารือร่วมกับผู้นำรัสเซีย โดยขณะนี้ ผู้นำทั้งสองกำลังหารือร่วมกัน และคาดว่าจะมีความคืบหน้าออกมาในคืนนี้

สหรัฐฯ ได้ออกมาดักคอว่า การเยือนรัสเซียของสีจิ้นผิงอาจเกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนขึ้น แต่การหยุดยิงจะไม่เป็นผลดีต่อยูเครน โดยคนที่ออกมาพูดประเด็นนี้คือ จอห์น เคอร์บี โฆษกฝ่ายความมั่นคงประจำทำเนียบขาว

ทำไมสหรัฐฯ จึงมองว่า ข้อตกลงหยุดยิงไม่เป็นผลดีต่อยูเครน นั่นก็เป็นเพราะว่า การหยุดยิงเกิดขึ้นในวันที่รัสเซียยังไม่ถอนทหารจากยูเครน ฝ่ายที่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์จึงคือรัสเซียกับจีน ไม่ใช่ยูเครนซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ

ฉายภาพของการประกาศหยุดยิงให้เห็นในกรณีที่รัสเซียยังไม่ถอนทหารจากยูเครน ตอนนี้รัสเซียยึดดินแดนของยูเครนไปประมาณร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ โดยดินแดนที่ยึดได้อยู่ใน 4 แคว้นที่รัสเซียประกาศผนวกไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นั่นก็คือ โดเนตสก์ ลูฮันสก์ เคอร์ซอน และซาโปริซเซีย

หากยูเครนยอมทำข้อตกลงหยุดยิงโดยที่รัสเซียยังมีกำลังทหารในดินแดนทั้ง 4  ในทางปฏิบัติอาจเท่ากับว่ายูเครนยินยอมเสียดินแดนเหล่านี้ให้กับรัสเซีย

และสำหรับประธานาธิบดีปูติน นี่จะหมายถึงชัยชนะ เพราะในวันที่ยึดทั้งประเทศไม่ได้ การได้ดินแดนทั้ง 4 อาจถือเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วในการเอาไปประกาศกับชาวรัสเซียว่า ปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครนประสบความสำเร็จ

นอกเหนือจากนี้ สหรัฐฯ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การหยุดยิงอาจเป็นการซื้อเวลาให้ผู้นำรัสเซียระดมพลและทำสงครามครั้งใหม่

ในภาพรวม สหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครนมีความกังขาแผนสันติภาพที่จีนเสนอ ว่าไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสันติภาพที่แท้จริง และการเยือนรัสเซียของผู้นำจีนก็เป็นไปเพื่อช่วยประธานาธิบดีปูตินในการปกปิดความโหดร้ายที่ทำต่อยูเครนเพราะอะไรชาติตะวันตกจึงคิดเช่นนั้น

อย่างแรกคือ จีนยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ปฏิเสธการออกเสียงประณามปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน

อย่างที่สองคือ ถึงแม้ในแผนสันติภาพ จีนจะมีการระบุว่าเคารพอธิปไตยของประเทศต่างๆ แต่ในระหว่างเจอกับประธานาธิบดีปูติน ผู้นำจีนบอกว่าเข้าใจในสิ่งที่ปูตินทำและไม่มีการบอกให้ปูตินถอนทหารจากยูเครนด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาแถลงว่า ถ้าจีนมีความจริงใจในการทำให้เกิดสันติภาพจริง สิ่งที่จีนต้องทำคือ ต้องขอให้รัสเซียถอนกำลังทหารจากดินแดนของยูเครนก่อน เพราะการเคารพอธิปไตยและเขตแดนของประเทศอื่นคือพื้นฐานสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ

ในการแถลงครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พูดเป็นนัยๆ ว่า เขาไม่เชื่อว่าประธานาธิบดีสีมีความจริงใจหรือจริงจังที่จะเห็นสันติภาพในยูเครน การมาพบกับประธานาธิบดีปูตินก็เพื่อช่วยปิดบังความโหดร้ายของรัสเซียที่กระทำต่อยูเครน

ส่วนเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นก็คือการแสดงว่า จีนต้องการจัดระเบียบโลกใหม่และต้องการขึ้นมาเป็นเป็นผู้เล่นที่สำคัญบนเวทีการเมืองโลก

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ