รัฐบาลรัสเซียได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เตรียมเดินทางเยือนจีน และเข้าพบ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์แบบทวิภาคีด้านความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนแบบครอบคลุม ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในระดับภูมิภาค และในระดับโลก
นอกจากนี้ ปูติน จะเข้าพบ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อหารือในประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจอีกด้วย
สำนักข่าว TASS ของรัสเซียระบุว่า การเดินทางเยือนจีนของปูตินในครั้งนี้ เป็นการฉลองครบรอบ 25 ปี การลงนามในสนธิสัญญาการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน และความร่วมมือแบบฉันมิตร ที่ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวในปี 2001
การเดินทางเยือนจีนของปูตินในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. เพื่อการเจรจาการค้าที่ครอบคลุมในหลายด้าน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนก้าวหน้ามากนักในประเด็นไต้หวัน และสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมไปถึงการแตะประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซึ่งจีนประกาศจุดยืนว่า ขอเป็นกลางในความขัดแย้งดังกล่าว และสีต้องการเข้ามาเป็นตัวกลางในการยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับรัสเซียมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียได้รุกรานยูเครนในปี 2022
ขณะที่ไต้หวันออกมายืนกรานว่าเป็นชาติอธิปไตย และเป็นเอกราช ภายหลังประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนเกี่ยวกับการประกาศเอกราชของไต้หวัน
คาเรน กัว โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวัน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ เกี่ยวกับสถานะการเป็นเอกราชของไต้หวัน ภายหลังจากที่ทรัมป์เดินทางกลับจากการเดินทางเยือนจีนเป็นเวลา 2 วัน
กัว ออกมาระบุว่า มีความประจักษ์ชัดว่า ไต้หวันนั้นมีอธิปไตย และมีเอกราช ในฐานะประเทศประชาธิปไตย ไต้หวันมุ่งมั่นที่จะรักษาสถานะกับจีน ซึ่งหมายความว่า ไต้หวันจะไม่ประกาศเอกราชจากจีน และไต้หวันจะไม่รวมเข้ากับจีน
ภายหลังจากการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ เขาออกมากล่าวว่า เขายังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ เกี่ยวกับไต้หวันที่ปกครองตนเองทางพฤตินัย ซึ่งจีนอ้างว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน และไม่ได้สนับสนุนการที่จีนจะใช้กำลังเข้ายึดครอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีน และเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีจีนแล้วก็ตาม แต่ทรัมป์กลับออกมาระบุว่า เขากำลังจะพิจารณาว่าจะขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ให้กับไต้หวันหรือไม่
ซึ่งในประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันนั้น ทาง กัว ได้ออกพูดแสดงการขอบคุณสหรัฐฯ ที่สนับสนุนสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค แม้ว่า ทรัมป์จะยังไม่ตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวันก็ตาม
หลายต่อหลายครั้ง ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน มักออกมาแสดงจุดยืนว่า ไต้หวันไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชจากจีน เพราะเห็นชัดอยู่แล้วว่า ไต้หวันเป็นประเทศเอกราชตั้งแต่ต้น