เปิดปฏิบัติการโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิของยูเครน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหลายประเทศในยุโรปรวมถึงยูเครน จะเข้าสู่ช่วงฤดูไม้ผลิ ขณะที่แนวรบหลายด้านในสงครามยูเครนมีแนวโน้มที่จะดุเดือดขึ้น หลังจากยูเครนเคยออกมาประกาศว่า จะเริ่มปฏิบัติการโต้กลับและยึดคืนพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองอยู่กลับมา

ซึ่งปฎิบัติการดังกล่าวเรียกว่า Sping Offensive หรือการโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิ แต่การที่ยูเครนจะทำปฏิบัติการนี้ได้ ผู้นำยูเครนยืนยันว่าจะต้องได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่เพียงพอ ทำให้ตอนนี้บรรดาชาติพันธมิตร เริ่มทยอยส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงรถถังประจัญบานรุ่นเลพเพิร์ด 2 ที่เชื่อกันว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนทิศทางสงครามครั้งนี้

โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดแถลงข่าวรวมกับมาร์ค รุตต์ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ เกี่ยวกับเรื่องความคืบหน้าในการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้ยูเครน

รัสเซีย ไม่พอใจเยอรมนี ส่ง"รถถังเลพเพิร์ด 2" ให้ยูเครน

"แคนาดา" ประกาศส่งรถถัง นักวิเคราะห์ชี้เปลี่ยนเกมได้

โดยระบุว่า เยอรมนีกับเนเธอร์แลนด์ กำลังส่งยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงพล (IVF) รวมถึงกระสุนไปให้ยูเครน และกำลังร่วมมือกับเดนมาร์กในการส่งรถถังประจัญบานเลพเพิร์ด 1 ไปให้ด้วย

นอกจากนี้ ผู้นำเยอรมนียังระบุเพิ่มเติมว่าได้ส่งรถถังเลพเพิร์ด 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงจำนวน 18 คันไปยังยูเครนแล้ว รถถังเลพเพิร์ด 2 คือยุทโธปกรณ์ที่ยูเครนรอมานาน

รถถังเลพเพิร์ด 2 ถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่อาจเปลี่ยนดุลของสงครามที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 14 เดือนได้ เพราะสงครามครั้งนี้เป็นการต่อสู้ด้วยรถถังและปืนใหญ่เป็นหลัก

ที่ผ่านมา ยูเครนมีเพียงรถถังรุ่นเก่าของสหภาพโซเวียเช่นรุ่น T-64 ซึ่งมีข้อจำกัดมาก เช่น ต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการวอร์มเครื่อง ตัวรถไม่มีระบบจีพีเอส (GPS) ทำให้การเคลื่อนกำลังและโจมตีศัตรูไม่มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ T-64 ถูกออกแบบให้ทหารนั่งบนกระสุนปืนใหญ่ หากรถถังถูกโจมตีพลขับแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย

ในทางกลับกัน รถถังสมัยใหม่อย่างเลพเพิร์ด 2 จะช่วยให้การรุกคืบของกำลังพลทำได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น

รถถังเลพเพิร์ด 2 ผลิตโดยประเทศเยอรมนี เป็นรถถังหลักหรือ Main Tank ของกองทัพเยอรมัน สามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว มีความคล่องตัวสูง แม้น้ำหนักจะมากถึง 74 ตัน

ตัวเกราะมีความแข็งแรง สามารถป้องกันกำลังพลรถจากอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ รวมถึงกัมมันตรังสีจากนิวเคลียร์ได้

อาวุธหลักของเลพเพิร์ด 2 คือ ปืนใหญ่ลำกล้องเรียบไรฮน์เมทัล 120 มม.ในตัวรถถังติดตั้งระบบดิจิทัล มีกล้องหักเหลำแสงและจอมอนิเตอร์ ทำให้การโจมตีมีความแม่นยำมาก

ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ยูเครนจะสามารถเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้หากมีเลพเพิร์ด 2 ในจำนวนที่เพียงพอ

นอกจากเยอรมนี ก่อนหน้านี้หลายชาติในยุโรป เช่น โปแลนด์ โปรตุเกส รวมทั้ง แคนาดา ได้ส่งรถถังเลพเพิร์ด 2 ให้กับยูเครนเช่นเดียวกัน

ก่อนที่จะทยอยส่งเลพเพิร์ด 2 ไปให้ยูเครน ชาติพันธมิตรได้ทำการฝึกซ้อมกำลังพลของยูเครนให้ใช้รถถังรุ่นนี้ในหลายประเทศยุโรป

ภาพการฝึกซ้อมหน่วยรถถังของยูเครนที่ฐานทัพแบร์เกน (Bergen) ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี

การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างเข้มข้น เพราะกองทัพเยอรมนีตัดสินใจย่นระยะเวลาการฝึกลง จากประมาณ 7-11 สัปดาห์ เหลือเพียง 5 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อให้ทหารยูเครนกลุ่มนี้สามารถกลับไปประจำการในแนวหน้าให้ได้เร็วที่สุด

หนึ่งในครูฝึกระบุว่า ถึงแม้เวลาฝึกจะน้อย แต่ทหารยูเครนแสดงให้เห็นว่ามีทักษะที่ดีและมีความสามารถเพียงพอที่จะใช้รถถังสมัยใหม่นี้ได้

นอกจากรถถังประจัญบานเลพเพิร์ด 2 ซึ่งจะถูกใช้เป็นรถถังหลักในการทำสงครามแล้ว ในการฝึกซ้อมครั้งนี้ยังมีการนำรถหุ้มเกราะลำเลียงพลรุ่นมาร์เดอร์เข้าร่วมการฝึกด้วย

ยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงพลเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของการรบภาคพื้นดิน รถเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ขนกำลังพลและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่แนวรบ รวมถึงสามารถใช้ในการต่อสู้ได้ดีในบางสถานการณ์

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พันธมิตรได้ส่งยานยนต์หุ้มเกราะนี้ให้ยูเครนเป็นจำนวนมาก โดยเยอรมนีได้ส่งยานยนต์หุ้มเกราะรุ่นมาร์เดอร์ 40 คันให้ยูเครน

ส่วนสหรัฐฯ ส่ง M2A2 Bradley (เอ็มทูเอทู แบรดลีย์) ซึ่งนอกจากบรรทุกทหารได้ 3-6 นายต่อคันแล้ว ยังสามารถติดตั้งปืนกลขนาดลำกล้อง 25 มม.ได้บริเวณด้านบน และมีฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถัง ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูในพื้นที่โล่ง

นอกจากรถถังเลพเพิร์ด 2 และยานยนต์หุ้มเกราะ วันนี้โอเล็กซี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมยูเครน เปิดเผยว่ารถถังหลักชาเลนเจอร์ 2 สัญชาติอังกฤษ ก็ได้เดินทางมาถึงยูเครนแล้ว และพร้อมที่จะไปประจำการในสนามรบทันที

ขณะที่รถถังเลพเพิร์ด 2 รถถังชาเลนเจอร์ 2  ยานยนต์หุ้มเกราะมาร์เดอร์ เดินทางมาถึงยูเครน เมื่อวานนี้ ( 27มี.ค.) ทางประธานาธิบดีเซเลนสกี ก็ได้ไปปรากฏตัวที่แนวหน้าของสนามรบในแคว้นซาโปริซเซีย ทางตอนใต้ของยูเครน

ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครน ได้เดินลงพื้นที่ไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารที่พักของพลเรือนในแคว้นซาโปริซเซีย

อาคารทั้งสองหลังนี้ ถูกรัสเซียใช้ขีปนาวุธโจมตีเมื่อวันพุธที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา จนทำให้ตัวอาคารเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 37 ราย

นอกจากลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในแคว้นซาโปริซเซีย ผู้นำยังยูเครนยังได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมแนวหน้าของสนามรบบริเวณพื้นที่แคว้นซาโปริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ด้วยตนเองด้วย

ผู้นำยูเครนระบุว่า แนวรบบริเวณนี้เป็นปราการสำคัญที่แข็งแกร่งของยูเครน เพราะเคยเป็นที่ตั้งรับการรุกรานไครเมียของรัสเซียเมื่อปี 2014

ก่อนที่ผู้นำยูเครนจะเข้าไปพูดคุยกับบรรดาทหารที่ประจำการอยู่ในแนวรบดังกล่าว โดยผู้นำยูเครนระบุว่า ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ยืนเคียงข้างทหารทุกคนในแนวหน้าของสนามรบและหวังว่าทหารทุกคนจะปลอดภัย

ในวันเดียวกัน ผู้นำยูเครนได้ลงพื้นที่ไปพบกับราฟาเอล กรอสซี  ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ  หรือ IAEA และไปตรวจเยี่ยมสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำในแคว้นซาโปริซเซียด้วยกัน เพื่อหามาตรการป้องกันพื้นที่จากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่าผู้อำนวยการ IAEA จะเดินทางไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หลังจากเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ตัวโรงงานถูกตัดไฟจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซีย

นอกจากความคืบหน้าในแคว้นซาโปริซเซีย วันนี้มีอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญออกมาจากทหารในแนวรบที่เมืองบัคมุต สมรภูมิที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ในตอนนี้

โดยผู้บัญชาการแนวรบในเมืองบัคมุต ได้ออกมาพูดแบบเป็นนัยๆ ถึงเหตุผลที่ทหารยูเครนยังต้องตรึงกำลังไว้ที่เมืองบัคมุตว่า ต้องการทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนล้า เพื่อเตรียมการโต้กลับที่กำลังจะเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของอาวุธสัญชาติตะวันตก การเดินทางไปเยือนพื้นที่แนวหน้าในสนามรบของผู้นำยูเครน หรือการออกมาพูดถึงจุดประสงค์ในการตรึงกำลังไว้ที่เมืองบัคมุตในแคว้นโดเนตสก์

เหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปิดปฏิบัติโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิของยูเครนที่กำลังจะมาถึง

ส่วนพื้นที่ที่จะกลายเป็นจุดเปิดปฏิบัติการโต้กลับอาจเริ่มที่แคว้นซาโปริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน พื้นที่หลักที่เป็นเป้าหมายของยูเครนในรอบนี้ คาดว่าจะเป็นเมืองเมลิโตปอล ซึ่งอยู่ในแคว้นซาโปริซเซีย

เนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงทางการทหารที่สำคัญของรัสเซีย ที่เชื่อมไปได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเมืองมาริอูปอล เมืองซาโปริซเซีย พื้นที่ทางปีกตะวันออกของแคว้นเคอร์ซอน และดชานกี เมืองสำคัญทางการทหารของรัสเซียบนคาบสมุทรไครเมีย

การยึดเมืองเมลิโตปอลได้ จะทำให้ยูเครนสามารถตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงไปยังเมืองต่าง ๆ ข้างต้นได้ และจะสามารถตัดขาดทหารรัสเซียในพื้นที่ปีกตะวันออกของแคว้นเคอร์ซอน ออกจากหน่วยทหารในแนวรบอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะทำให้ยูเครนเปิดศึกยึดแคว้นเคอร์ซอนที่เหลือคืนได้

อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการโต้กลับในฤดูใบไม้ผลิมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ ยูเครนต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพล รวมถึงกระสุนที่เพียงพอ เนื่องจากรัสเซียวางกองกำลังแคว้นซาโปริซเซียไว้อย่างแน่นหนา หลังจากที่ยึดพื้นที่บริเวณนี้มานานเกือบหนึ่งปีแล้ว

ทำให้ตอนนี้พันธมิตรของยูเครน เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ กำลังเร่งส่งกระสุนปืนใหญ่ เครื่องมือสำหรับหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ยาและเวชภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อให้ยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับการรุกยึดคืนพื้นที่ครั้งนี้   

 

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ