วันนี้ (24 พ.ค.) มิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง พร้อมทั้งได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับจีนระหว่างการเดินทางเยือนปักกิ่ง และหลังจากนี้ยังมีกำหนดพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้วย
ที่ผ่านมา รัสเซียเผชิญแรงกดดันจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงพึ่งพาจีนในการสนับสนุนเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซให้กับจีนที่มีความต้องการสูง
มิชูสตินกล่าวว่า “วันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนอยู่ในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราเคารพในผลประโยชน์ของกันและกัน ความปรารถนาที่จะร่วมกันตอบสนองต่อความท้าทาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปั่นป่วนที่เพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ และแรงกดดันจากกลุ่มตะวันตก ... ดังที่สหายชาวจีนของเราเคยกล่าวไว้ ความสามัคคีของพวกเรา แม้แต่ภูเขาก็เคลื่อนได้”
บันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในวันนี้ รวมถึงข้อตกลงเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการลงทุนด้านการค้าและบริการ ข้อตกลงว่าด้วยการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีน และอีกฉบับเกี่ยวกับความร่วมมือด้านกีฬา
นอกจากนี้ การส่งออกพลังงานของรัสเซียไปยังจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 40% ในปีนี้ และทั้งสองประเทศกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีให้กับรัสเซียด้วย
สตีฟ ชาง กล่าว ผู้อำนวยการวิทยาลัยตะวันออกศึกษาและแอฟริกาศึกษา วิเคราะห์ว่า “การคว่ำบาตรรัสเซียเปิดโอกาสใหม่ให้กับจีน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จีนยินดีที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับรัสเซียในเชิงเศรษฐกิจ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ใดก็ตามที่พวกเขาสร้างขึ้นจะไม่ก่อให้เกิดการคว่ำบาตรต่อจีน”
มิชูสตินเปิดเผยว่า จากการประเมิน คาดว่าการค้าระหว่างรัสเซียและจีนจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 7 ล้านล้านบาท) ในปีนี้
ปีที่แล้ว การค้าทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เป็นประวัติการณ์ที่ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.5 ล้านล้านบาท) โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการที่จีนซื้อพลังงานจากรัสเซีย ในปีนี้ การค้าของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นถึง 41% แล้วในช่วง 4 เดือนแรกที่ผ่านมา ตามตัวเลขของกรมศุลกากรจีน
“ผมเชื่อว่าปีนี้เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ผู้นำทั้งสองประเทศตั้งไว้ และทำให้การค้ารวมมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ” มิชูสตินกล่าว โดยกรอบเวลาดังกล่าวจะเร็วกว่ากำหนดการ 1 ปีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และผู้นำจีน สี จิ้นผิง เคยให้สัญญากันไว้ในปี 2019
ภาพจาก AFP