ชาวเม็กซิโกหลายร้อยคนตั้งค่ายริมชายแดนสหรัฐฯ รอขอลี้ภัย


โดย PPTV Online

เผยแพร่




กลายเป็นวิกฤตผู้ขอลี้ภัย สำหรับสหรัฐฯ หลังจากชาวเม็กซิโกหลายร้อยคน ตั้งค่ายริมชายแดนสหรัฐฯเพื่อรอขอลี้ภัย

ตอนนี้นอกจากสงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่หลายพื้นที่ในโลกกำลังเผชิญคือ วิกฤตผู้ขอลี้ภัย หรือ asylum-seekerหนึ่งในประเทศที่เผชิญปัญหานี้อย่างหนักคือ สหรัฐฯ ที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทางการต้องรอรับคลื่นผู้ขอลี้ภัยจากเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร

โดยมีภาพผู้ขอลี้ภัยในเม็กซิโกที่พยายามเดินฝ่ากระแสน้ำของแม่น้ำรีโอแกรนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อมุ่งหน้าไปยังชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ไม่ไกลจากรัฐเท็กซัส

รัสเซีย-สหรัฐ เร่งค้นหาซากโดรนตกทะเลดำ

สหรัฐ "อาจผิดนัดชำระหนี้" เดือนหน้าหากสภาคองเกรสยังนิ่ง

ส่วนภาพนี้เป็นภาพวิดีโอมุมสูงจากโดรน ขณะที่ผู้ขอลี้ภัยจำนวนไม่น้อยเดินทางมารวมตัวและปักหลักอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ในเมืองติฆัวนา รัฐบาฆา กาลิฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เพื่อหวังข้ามเข้าไปยังรัฐซานดิเอโกของสหรัฐฯผู้ขอลี้ภัยบางส่วนตัดสินใจกางเต้นท์นอนบริเวณกำแพงชายแดน ท่ามกลางอากาศในช่วงเวลากลางวันที่ร้อนจัด

สาเหตุหนึ่งที่ผู้ขอลี้ภัยบริเวณชายแดนเม็กซิโกทำเช่นนี้ เป็นเพราะพวกเขาได้ทำเรื่องลี้ภัยผ่าน CBP One ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับการขอลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ แล้ว แต่ทางการสหรัฐฯ ยังไม่นัดสัมภาษณ์เพื่ออนุมัติสถานะผู้ขอลี้ภัย ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือกวิธีการตั้งเต้นท์ริมชายแดน และหวังว่าหน่วยลาดตระเวนชายแดนจะจับกุมและนำตัวพวกเขาไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาสามารถขอลี้ภัยได้ภายใต้ทัณฑ์บนตามหลักมนุษยธรรมผู้ขอลี้ภัยบางคนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การมาอยู่บริเวณชายแดนเพื่อรอการเรียกสัมภาษณ์สถานะผู้ลี้ภัยนั้นยาก แต่การได้รับสถานะผู้ขอลี้ภัยเพื่ออาศัยในสหรัฐฯนั้นยากกว่าจากภาพถ่ายวิดีโอที่ปรากฏออกมาจะเห็นได้ว่า สภาพความเป็นอยู่และการเดินทางมายังชายแดนของผู้ขอลี้ภัยที่รอการเรียกตัวจากทางการสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายและค่อนข้างอันตราย

ล่าสุด พอล ดิลลอน โฆษกประจำองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM ได้ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ว่า พื้นที่บริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกเป็นเส้นทางการอพยพทางบกที่อันตรายที่สุดในโลก

ข้อมูลสถิติล่าสุดของ IOM ระบุว่าในปี 2022 ที่ผ่านมา มีผู้ขอลี้ภัยที่อยู่บริเวณชายแดนสหรัฐฯ เสียชีวิตและสูญหายถึง 686 ราย คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของตัวเลขผู้อพยพที่สูญหายและเสียชีวิตทั่วสหรัฐฯ ซึ่งมีประมาณ 1,457 ราย อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ขอลี้ภัยที่สูญหายและเสียชีวิตอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกไว้มีบางส่วนหายไป

IOM ย้ำว่าตัวเลขการเสียชีวิตและสูญหายของผู้อพยพในปี 2022 ที่ผ่านมาถือว่าเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการทำโครงการ Missing Migrants Project เมื่อปี 2014

โดยสาเหตุและอันตรายหลักๆ ที่บรรดาผู้ขอลี้ภัยต้องเผชิญระหว่างที่ติดอยู่บริเวณชายแดน คือ การข่มขืน การลักพาตัว การขู่กรรโชก การทำร้ายร่างกาย การป่วยจากการเดินทางที่ยาวนาน และการมีบาดแผลทางใจ

แม้พื้นที่ชายแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกจะเป็นพื้นที่อพยพทางบกที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ผู้ขอลี้ภัยจำนวนมากจากหลากหลายประเทศยังคงเลือกที่จะเสี่ยงเดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ ผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ คือใคร และอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้เข้าไปในแผ่นดินสหรัฐฯ

ข้อมูลจากศูนย์ American Civil Liberties Union ชี้ว่าผู้ขอลี้ภัยส่วนใหญ่โดยเฉพาะจากพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ หลบหนีมาจากประเทศ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ ทั้งสามประเทศเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าไม่มั่นคงและอันตรายที่สุดในโลก เพราะมีอัตราการก่ออาชญากรรม กลุ่มมาเฟีย การปราบปรามทางการเมือง และความรุนแรงทางเพศอยู่ในระดับสูงมาก ตัวอย่างเช่นกรณีของฮอนดูรัส ข้อมูลจาก Association for a More Just Society ของสหรัฐฯ ระบุว่า ทุกๆ 18 ชั่วโมงจะมีผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและเสียชิวิต ขณะเดียวกัน เด็กและวัยรุ่นในประเทศกัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ ถูกฆ่ามากที่สุดในโลก โดยเด็กและวัยรุ่นในประเทศเหล่านี้มีโอกาสถูกฆ่ามากกว่าเด็กที่อยู่ในสหรัฐฯ ถึง 10 เท่า

นอกจากกัวเตมาลา ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์แล้ว ผู้ขอลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ จำนวนมากมาจากประเทศเวเนซุเอลา เม็กซิโก และรวมถึงหลายประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แคมเมอรูน ประเทศเหล่านี้ล้วนมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง มาเฟีย และความรุนแรงเช่นกัน ความรุนแรงเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประชากรที่พอมีกำลังทรัพย์สำหรับเดินทางแบบเที่ยวเดียว ตัดสินใจเสี่ยงโชค มุ่งหน้าไปยังชายแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก เพื่อทำเรื่องขอลี้ภัย

อย่างไรก็ดี การขอลี้ภัยในสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่ารัฐบาลกลางจะมีกฎหมายให้ผู้คนจากประเทศอื่นสามารถขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาได้ก็ตามแต่บรรดาผู้ลี้ภัยต้องพิสูจน์กับทางการสหรัฐฯ ให้ได้ว่า พวกเขามีความเสี่ยงที่จะถูกสังหารจากปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งจาก 5 ปัจจัย อันได้แก่ เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือการเป็นสมาชิกในกลุ่มสังคมเฉพาะ

นอกจากนี้ ผู้ขอลี้ภัยต้องพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีสถานะตรงกับหลักเกณฑ์ 3 ข้อตามคำนิยามของผู้ลี้ภัยที่ถูกระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 1951

-ความหวาดกลัวอันมีมูลว่า จะถูกประหัตประหารในประเทศบ้านเกิด

-ความหวาดกลัวว่าจะถูกประหัตประหารเพราะ 1 ใน 5 เหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น

-หลักฐานว่ารัฐบาลของประเทศบ้านเกิดนั้นมีส่วนร่วม หรือไม่สามารถที่จะควบคุมความพยายามประหัตประหาร

ทั้งนี้ กระบวนการพิสูจน์ความจริงเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยมักใช้เวลานาน และผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยต้องถูกส่งกลับไปยังชายแดนหรือประเทศต้นทางเนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ข้างต้น  แต่หลายคนไม่มีทุนทรัพย์ที่จะเดินทางกลับบ้าน และอาจต้องลงเอยด้วยการเป็นคนเร่ร่อนอยู่บริเวณชายแดน

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ตอนนี้หลายประเทศในยุโรปโดยเฉพาะอิตาลี ก็กำลังเผชิญปัญหาในลักษณะคล้ายกัน คือ การเผชิญคลื่นผู้อพยพจากแอฟริกาและวิกฤตด้านมนุษยธรรมจากการที่เรือลักลอบขนผู้อพยพล่ม ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก หลังเด็กทารกวัย 5 เดือนจมน้ำเสียชีวิตจากเหตุเรือขนผู้อพยพล่มกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 

สำนักข่าวเอเอ็นเอสเอ (ANSA) ของอิตาลีรายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เรือลักลอบขนผู้อพยพมาจากแอฟริกาเหนือล่มในพื้นที่นอกชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี  อย่างไรก็ดี หน่วยยามฝั่งของอิตาลีรายงานว่าสามารถช่วยผู้ลี้ภัยที่ลอยคออยู่ในทะเลหลายชั่วโมงได้ทั้งหมด ยกเว้น เด็กทารกวัย 5 เดือนที่เสียชีวิตจากการจมน้ำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความสลดให้แก่ผู้คนทั่วโลก และหลังจากเกิดเหตุ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาพูดถึงปัญหาวิกฤตผู้ลี้ภัยจากแอฟริกามายังยุโรปเลขาฯ ยูเอ็นกล่าวว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ถาโถมเข้ามายังยุโรป ไม่ใช่แค่ปัญหาของชาติใดชาติหนึ่ง และสมาชิก EU ทุกชาติต้องช่วยกันแก้ไข หลายฝ่ายระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กทารกวัย 5 เดือนเป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่งของวิกฤตด้านมนุษยธรรมเท่านั้น

ข้อมูลล่าสุดของ IOM แสดงให้เห็นว่า ผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ มีผู้อพยพผ่านการข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังยุโรปแล้วกว่า 101,000 คน

ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือล่มไปแล้วกว่า 2,063 คน หากเปรียบเทียบ คือ ในกลุ่มผู้ลี้ภัย 100 คน จะมีอย่างน้อย 2 คนที่จะต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำเพราะเรือล่มส่วนสาเหตุที่ทำให้เรือมักล่มในบริเวณดังกล่าวเป็นเพราะเรือมักบรรทุกผู้ลี้ภัยเกินขนาดความจุเรือและคลื่นลมทะเลที่รุนแรง

ย้อนดู “เงินเดือนข้าราชการ” หลัง ครม.สั่งการแบ่งจ่าย 2 รอบ/เดือน

รพ.จุฬาเปิดจุดฉีดวัคซีน HPV เดือน ก.ย.ฟรี! ย้ำรีบลงทะเบียนก่อนหมดเขต!

ไขรหัส!“ทิชชู 1 บาท” เช็ดหน้าได้ไหม? วิธีเลือกให้ปลอดภัยจากสารฟอกขาว

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ