สหรัฐฯ-อิหร่าน ตอบโต้หนักในที่ประชุม UNSC


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความขัดแย้งรอบใหม่ในตะวันออกกลาง ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสงครามระหว่างฮามาสและอิสราเอลเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ลุกลามบานปลายออกไปหลายประเทศในภูมิภาค

หลังจากเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตีฐานทหารของสหรัฐฯ ในจอร์แดน จนเป็นเหตุให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต

หลังจากนั้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในอิรักและซีเรียอย่างหนักใน 85 จุด การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามจะขยายวงมาที่อิรัก ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติหรือ UNSC ได้มีการเปิดการหารือในเรื่องนี้

สหรัฐฯ ระดมโจมตีเป้าหมายกว่า 80 แห่งในอิรัก-ซีเรีย

ฐานทัพสหรัฐฯ ในซีเรียถูกกลุ่มIR ใช้โดรนถล่ม

อิหร่าน รายการรอบโลก DAILY
ทหารสหรัฐฯในอิรัก

เมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ก.พ.) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติหรือ UNSC ได้เปิดประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางลดระดับอุณหภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กำลังร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่านเจอกัน นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากตอบโต้ใหญ่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 โดยในที่ประชุม สหรัฐฯ ได้ระบุว่า การโจมตีกลุ่มติดอาวุธในอิรักและซีเรียเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นการโจมตีที่ไม่ได้มุ่งขยายความขัดแย้งหรือก่อสงครามในภูมิภาค แต่เพื่อป้องกันตนเอง เพราะกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ก่อน จนเป็นเหตุให้มีทหารเสียชีวิต

ขณะที่ผู้แทนของอิหร่านโต้กลับทันที โดยระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ เข้าไปในแผ่นดินอิรักและซีเรีย ถือเป็นการรุกล้ำบูรณภาพทางดินแดนของสองชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ มักใช้ข้ออ้างว่า กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคถูกบงการโดยอิหร่าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้มีอิสระและแนวทางของตนเองในการต่อสู้กับศัตรู และในกรณีนี้ กลุ่มติดอาวุธทั้งในอิรักและซีเรีย มีสิทธิโดยชอบธรรมในการโจมตีสหรัฐฯ ซึ่งเข้ามาตั้งฐานทหารโดยผิดกฎหมาย

การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางออก หรือแม้แต่ข้อเสนอในการปลดชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบใหม่ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม หลังฮามาสโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิสราเอล ก่อนที่อิสราเอลจะยกทัพบุกฉนวนกาซา

ที่ประชุมมีเพียงการการตอบโต้กันไปมาระหว่างผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่าน การตอบโต้ในวงประชุม UNSC เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 bombers หนึ่งในสามเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จากฐานทัพดายส์ในรัฐเท็กซัส เข้าโจมตีคลังและศูนย์ปฏิบัติการทางการทหารของกลุ่มติดอาวุธในประเทศอิรักและซีเรียถึง 85 จุด

 โดยสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลางหลายครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

 โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดคือ การโจมตีฐานทหาร Tower 22 ในจอร์แดนเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา จนทำให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นายและบาดเจ็บกว่า 50 นาย การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้อิรักและซีเรียไม่พอใจอย่างหนัก  โดยมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ถือเป็นล่วงละเมิดอธิปไตยของตน

 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮาดี อัล-อามิรี หัวหน้าองค์กรบาดร์ องค์กรกึ่งทหารในอิรัก ได้ระบุว่า จะทำการขับไล่ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในอิรักออกไปทั้งหมด

อีกกลุ่มที่ออกมาขู่คือ อิสลามิก รีซิสแทนท์แห่งอิรักหรือ IR ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ้างว่าเป็นผู้โจมตีฐานทหาร Tower 22 ของสหรัฐฯ ในจอร์แดน

 หนึ่งในแกนนำของกลุ่มประกาศว่า จะทำทุกทางเพื่อให้ทหารสหรัฐฯ ทั้งหมดถอนตัวออกจากอิรัก โดยทางกลุ่มจะไม่ยอมรับการถอนทหารบางส่วน ซึ่งเป็นข้อเสนอจากรัฐบาลอิรัก และนอกจากนี้ยังจะทำการตอบโต้สหรัฐฯ คืนด้วย

ในช่วงปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ บุกโจมตีอิรัก เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน สหรัฐฯ ส่งทหารเข้ามากว่า 160,000 นาย และเริ่มทยอยถอนกำลังออกไปหลังจากสูญเสียหนักจากการถูกต่อต้าน

ปัจจุบัน ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการในอิรักเหลืออยู่ประมาณ 2,500 นาย รวมถึงกองกำลังปฏิบัติการพิเศษที่ไม่เปิดเผยจำนวนอีกกลุ่มหนึ่ง เกือบทั้งหมดถูกส่งมาเมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นในช่วงที่อิรักต่อสู้กับกลุ่ม ISIS

โดยทหารสหรัฐฯ เหล่านี้ทำหน้าที่ในการฝึกซ้อมและให้การแนะนำกองทัพอิรักไม่เฉพาะสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกัน อิหร่านก็แผ่อิทธิพลเข้ามาในอิรักเช่นเดียวกัน

ด้วยการรวบรวมบรรดานักรบชีอะห์ในอิรักและอีกหลายประเทศมาอยู่ภายใต้ร่มขององค์กรที่ชื่อว่า PMFs เพื่อต้านทานการรุกคืบของไอซิส ซึ่งขณะนั้นยึดอิรักไปครึ่งประเทศ

 นิตยสาร Foreign Policy ประเมินว่า PMFs มีนักรบอยู่ราว 130,000 - 150,000 คน โดยรายงานตรงต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ทั้งนี้ กองกำลังคาตาอิบ เฮซบอลเลาะห์ และ Islamic Resistance ซึ่งกำลังโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นกำลังส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ร่มของ PMFs นี้ด้วย

นั่นหมายความว่า เครือข่ายของกองกำลังที่ต่อต้านสหรัฐฯ ค่อนข้างกว้างขวาง และเป็นที่มาของการประกาศของสหรัฐฯ ว่า การปฏิบัติการทางการทหารต่อกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้จะยังมีต่อไป

 เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและประกาศว่า การโจมตีด้วยเครื่องบิน B1 Lancer เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นปฏิบัติการระลอกแรกเท่านั้น สหรัฐฯ ยังมีปฏิบัติการขั้นต่อไปอีก ซึ่งจะมีทั้งที่เปิดเผยและที่เป็นปฏิบัติการลับ และดูเหมือนการโจมตีจากสหรัฐฯ เกิดขึ้นจริงตามการประกาศ

เมื่อวานนี้ CCTV สื่อทางการของจีน ได้เปิดเผยภาพของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิรักที่ยิงจรวดเพื่อสกัดโดรนจากสหรัฐฯ ที่เข้ามาโจมตีฐานทหารแห่งหนึ่งในเมืองอัล-อันบา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ โดยระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ทำให้อิรักกำลังจะกลายเป็นพื้นที่การประลองกำลังกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

มีรายงานด้วยว่า ในช่วงที่สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในแผ่นดินอิรัก รัฐบาลอิรักไม่ได้รับการแจ้งเตือน เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่า ไม่ได้มีการแจ้งเตือนไปยังรัฐบาลอิรักก่อนการโจมตีอย่างที่เป็นข่าวจริง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำการโจมตีเป็นพื้นที่ที่สหรัฐฯ มีความชอบธรรมในการทำลาย เพราะเหล่านั้นคือคลังเก็บอาวุธและฐานปฏิบัติการทางการทหารของกลุ่มติดอาวุธที่บั่นทอนความมั่นคงของสหรัฐฯ และภูมิภาค ตอนนี้อิรักจึงอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

หลายคนมองว่า อิรักจะกลายเป็นสมรภูมิสงครามอีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปหลายปี และจะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เพราะสงครามครั้งนี้จะไม่เหมือนสงครามที่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินอิรักเมื่อหลายสิบปีก่อน และนั่นก็อาจหมายถึงสงครามที่เริ่มต้นในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขยายลุกลามออกมาในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ย้ำชัดเจนว่าไม่ต้องการแสวงหาสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการโจมตีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในพื้นที่ทะเลแดง หรือในอิรักและซีเรีย เป็นไปเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีเท่านั้น

ล่าสุด คำพูดดังกล่าวถูกตอกย้ำอีกครั้งผ่านการเดินสายเยือนตะวันออกกลางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเยือนครั้งที่ 5 นับตั้งแต่สงครามอิสราเอล ฮามาสเริ่มขึ้น

ด้าน แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ เพื่อหารือประเด็นการหยุดโจมตีในพื้นที่ฉนวนกาซาและการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ร่วมกับอับเดลอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ประธานาธิบดีของอียิปต์ ซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจา 

ก่อนที่หลังจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเดินทางต่อเพื่อไปเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการกาตาร์ หนึ่งในอีกคนกลางการเจรจา เพื่อหารือเกี่ยวกับการเจรจาปล่อยตัวประกัน และอนาคตฉนวนกาซาหลังสงครามสิ้นสุดลง

"9 ของไหว้ตรุษจีน" เช็กอาหารคาว-หวาน-ผลไม้มีอะไรบ้าง พร้อมความหมาย

โปรแกรมฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 รอบ 4 ทีม พร้อมเวลาแข่งขัน

เพื่อนแฉ! "ช่างกิต" ไม่รู้ "น้องพร" มีผัว หลงหนักถึงขั้นมาหากันทุกวัน

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ