จากกรณีที่มีรายงานว่า รัฐบาลเมียนมาได้สูญเสียเมืองเมียวดี (Myawaddy) ในรัฐคะเรนนี ทางตะวันออกบริเวณติดชายแดนไทยช่วง อ.แม่สอด จ.ตาก ให้แก่กลุ่มต่อต้านที่นำโดยกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU แล้วนั้น ล่าสุดมีรายงานว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารเมียนมาร์เริ่มอพยพออกจากเมืองเมียวดีแล้ว โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารมากกว่า 600 นาย รวมถึงสมาชิกในครอบครัวประมาณ 140 คน ยังได้ยอมมอบตัวต่อกองกำลังกลุ่มต่อต้านด้วย
KNU และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน PDF หน่วยงานติดอาวุธของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงา ได้ยกระดับการโจมตีฐานทัพทหารเมียนมาใกล้เมืองเมียวดีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ภาพถ่ายที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อสุดสัปดาห์แสดงให้เห็นนักรบ KNU และ PDF สามารถยึดอาวุธเบาและกระสุนจำนวนมากในฐานทัพร้างได้
ภาพอื่น ๆ ที่โพสต์เมื่อเย็นวันที่ 7 เม.ย. แสดงให้เห็นรถยนต์ที่บรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระเคลื่อนตัวข้ามสะพานที่ทอดจากเมียวดีมายัง อ.แม่สอด ต่อมาในคืนวันเดียวกัน มีภาพเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินเมียนมาเนชันแนลแอร์ไลน์ (Myanmar National Airlines) ที่รัฐเป็นเจ้าของ จอดอยู่บนรันเวย์สนามบินแม่สอด
KNU และแหล่งข่าวในไทยยืนยันว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำลำดังกล่าวได้เดินทางออกจากแม่สอด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลุ่มเล็ก ๆ, เอกสาร และ “ของที่มีความละเอียดอ่อน” ซึ่งเข้าใจว่าจะรวมถึงสินทรัพย์เงินสดจากธนาคารของรัฐในเมียวดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดพบว่า กะเหรี่ยง KNU ไม่ยอมปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ที่ยอมจำนน ทำให้เครื่องบินซึ่งต้องตีเครื่องเปล่ากลับเมียนมา
ทั้งนี้ มีกำหนดเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพิ่มอีก 2 เที่ยวในช่วง 24 ชั่วโมงต่อมา ภายหลังการเจรจาเร่งด่วนระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทย เพื่อใช้สนามบินแม่สอดในการอพยพเจ้าหน้าที่ กองกำลังรักษาความมั่นคง และครอบครัวของพวกเขา และให้ที่พักชั่วคราวแก่พลเรือนบางส่วน
รัฐบาลเมียนมาได้ประสานไทยขอเครื่องบินลงจอดท่าอากาศยานแม่สอด เพื่อรับทหารของเมียวดีและครอบครัวที่ลี้ภัย มาในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.นี้ ทั้งหมด 617 คน ในจำนวนนี้เป็นนายทหาร 67 นาย
ซึ่งเครื่องบินได้วางแผนจะรับทหารชุดแรกประมาณ 20 คนตั้งแต่ระดับยศพลจัตวา พันเอก พันโท และพันตรี พร้อมครอบครัว ประมาณ 20 คน โดยมาลงรอที่ท่าอากาศยานแม่สอดประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง แต่คณะนายทหารเมียนมาไม่มา เนื่องจากทหาร KNU และฝ่ายต่อต้านไม่ยอมปล่อยตัว
กรณีนี้นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม และกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีทหารเมียนมาประสานไทยส่งเชลยศึกและครอบครัวที่แพ้สงครามกับกองกำลังชาติพันธ์ุติดอาวุธบริเวณเมืองเมียวดี รัฐคะยิน เมียนมา กลับพื้นที่ส่วนกลางประเทศเมียนมาที่เป็นพื้นที่การดูแลของทหารเมียนมา มีเนื้อหาช่วงหนึ่งบอกว่า
แม้ยังไม่ได้ทำงานเต็มร้อยในกรรมาธิการของสหภาพรัฐสภาโลกด้านการส่งเสริมการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่เห็นว่า ตามกฎหมายด้านนี้ไทยสามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อให้ความคุ้มครองต่อ “เชลยศึก” ให้ถูกละเมิดให้น้อยที่สุดและไปการละเมิดจบโดยเร็วที่สุด
แต่ก็บอกว่า ต้องคอยดูสถานการณ์ดี ๆ และต้องระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือต่อการสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงด้วย และเป็นเรื่องที่ไทยจะต้องเตรียมตัวรับมือ
นอกจากนี้นายกัณวีร์ยังบอกว่า มีผู้ลี้ภัยที่อยู่ประชิดชายแดนกว่า 6 แสนคนแล้ว สถานการณ์ในเมียวดี จะกระทบโดยตรงกับไทย ซึ่งน่าเสียดายที่ข้อเสนอการเปิด Safty Zone ระยะ 5 กิโลเมตร ชายแดนเมียนมา ยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็อยากให้ผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
แหล่งข่าว KNU บอกว่า “เรามีความกังวลเกี่ยวกับการค้าชายแดนกับประเทศไทยและหวังว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและกลับมาทำการค้าได้อีกครั้ง ... นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนของเราในการกู้คืนดินแดนจากรัฐบาลทหารเมียนมา และบังคับให้พวกเขาคืนประเทศให้กับประชาชน”
เจ้าหน้าที่ไทยแสดงความกังวล โดยหลายฝ่ายในภาคความมั่นคงและการทูตกล่าวว่า ความกังวลหลักของพวกเขาคือ รัฐบาลทหารของเมียนมาอาจทิ้งระเบิดทางอากาศในเมืองเมียวดีหลังจากอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากเมืองหมดแล้ว เช่นเดียวกับที่เคยทำในพื้นที่อื่น ๆ ของเมียนมา ซึ่งการโจมตีบางส่วนอาจรุกล้ำมาฝั่งไทย
เจ้าหน้าที่ไทยรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “พูดตามตรง ผลกระทบดังกล่าวอาจเป็นหายนะ ส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มมากขึ้น และมีผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น นี่อาจเป็นสถานการณ์ฝันร้าย”
ในคืนวันที่ 7 เม.ย. มีการเจรจาเพื่อขอให้ทหารเมียนมาจากกองพลทหารราบเบาที่ 275 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับเมียวดียอมจำนน
ทั้งนี้ ไม่ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่กว่า 600 นายที่มอบตัวเมื่อวันที่ 6 เม.ย. มีกี่คนที่ถูกส่งตัวกลับไปยังหน่วยแม่ของพวกเขา โดยในคำร้องต่อรัฐบาลไทย ทางการเมียนมาระบุว่า จะนำเครื่องบินเช่าเหมาลำมายังสนามบินแม่สอด และจะนำผู้ยอมจำนน ตลอดจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐบาลจากเมียวดี กลับไปยังกรุงเนปิดอว์
ปฏิบัติการอพยพครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดครั้งหนึ่งของผู้นำรัฐบาลทหาร มิน ออง หล่าย ซึ่งไม่นานหลังจากการยึดอำนาจได้ตราหน้าผู้เห็นต่างทั้งหมดว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้ฝ่ายต่อต้านทั้งหมด
เดวิด เบรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ ระบุว่า “การปลดปล่อยเมืองเมียวดีชายแดนเมียนมาร์-ไทยเป็นตัวเปลี่ยนเกม มันไม่ใช่แต่เมืองอีกแห่งที่อยู่ในมือของกลุ่มต่อต้าน แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบโลจิสติกส์ไปสู่มิติใหม่โดยสิ้นเชิง”
เมียวดีเป็นจุดการค้าทางบกที่สำคัญระหว่างเมียนมาและไทย ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.46 แสนล้านบาท) ในปี 2566-2567 ผ่านเมืองเมียวดี
ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2023 ที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านได้เปิดฉากปฏิบัติการบุกโจมตีเมืองและฐานทัพต่าง ๆ ทั่วเมียนมา ทำให้รัฐบาลทหารสูญเสียการควบคุมเมืองการค้าชายแดนสำคัญทางชายแดนทางเหนือติดกับจีน และตามแนวชายแดนติดกับอินเดียไปแล้ว
เรียบเรียงจาก Nikkei Asia
ชวนรู้จัก “เมียวดี” พื้นที่ค้าชายแดนไทย-เมียนมา หลังกลุ่มชาติพันธุ์ยึด