จากกรณีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. เครื่องบินโบอิง 777-300ER ของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์สเที่ยวบิน SQ321 ที่บรรทุกผู้โดยสาร 211 คน และลูกเรือ 18 คน เดินทางจากกรุงลอนดอนปลายทางสิงคโปร์ ประสบเหตุตกหลุมอากาศรุนแรงแถวเมียนมา จนต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่ไทย โดยเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตเป็นผู้โดยสารชาวอังกฤษ 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
เจ้าหน้าที่สืบสวนของสิงคโปร์ได้ดึงข้อมูลที่อยู่ในกล่องบันทึกข้อมูลการบินและกล่องบันทึกเสียงในห้องนักบินของเครื่องบินลำดังกล่าว
ขณะที่สิงคโปร์แอร์ไลน์สระบุว่า กำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สืบสวนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้โดยสารและลูกเรือที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงค่ารักษาและค่าโรงพยาบาล
ล่าสุด สำนักงานสอบสวนความปลอดภัยการขนส่งสิงคโปร์ (TSIB) ได้เผยแพร่ผลการสอบสวนเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค. พบการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของแรงโน้มถ่วง (แรง G) และการลดระดับความสูง เทียบเท่ากับความสูงของหอเอนปิซ่า ซึ่งสามารถทำให้ผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยได้รับบาดเจ็บได้
แถลงการณ์ของ TSIB ระบุว่า เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางมาตามปกติจนกระทั่งมาถึงบริเวณที่มีการลอยตัวขึ้นของอากาศเนื่องจากความร้อน ขณะที่บินผ่านทางตอนใต้ของเมียนมาที่ความสูง 37,000 ฟุต หรือประมาณ 11,300 เมตร
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแรงจีภายในเวลา 4.6 วินาที ทำให้ระดับความสูงลดลงจาก 37,362 ฟุต มาที่ 37,184 ฟุต หรือลดลง 178 ฟุต (54 เมตร - เท่ากับตึก 15 ชั้น)
ผลจากเหตุการณ์นี้น่าจะทำให้ลูกเรือและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังจากนักบินได้รับแจ้งจากลุกเรือว่ามีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บในห้องโดยสาร ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ ประเทศไทย
รายงานสอบสวนระบุว่า หลังจากเหตุตกหลุมอากาศประมาณ 17 นาที นักบินได้บังคับเครื่องให้ลดระดับจาก 37,000 ฟุต โดยระหว่างที่เบี่ยงเส้นทางมาลงจอดในกรุงเทพ เครื่องบินไม่ได้เจอกับหลุมอากาศรุนแรงใดๆ อีก
นอกจากนี้ นักบินยังขอให้หน่วยบริการทางการแพทย์มารอรับเมื่อเครื่องบินลงจอดด้วย
ทั้งนี้ TSIB ระบุว่า การสืบสวนยังคงดำเนินอยู่