เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นิตยสารไทม์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งมองว่า การสร้างสันติภาพคือต้องทำให้รัสเซียไม่สามารถยึดครองดินแดนของยูเครนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต
ประธานาธิบดี ไบเดน ยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินความสัมพันธ์กับยูเครนได้ตามปกติเหมือประเทศพันธมิตรอื่นๆ ที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุุธสำหรับการป้องกันตนเองในอนาคต
ขณะเดียวกันสำนักข่าวเทเลกราฟของอังกฤษรายงานว่านาโตกำลังพิจาณาจัดทำแผนการเคลื่อนกำลังทหารสหรัฐฯหลายหมื่นนายในเส้นทางทางบกของภูมิภาคยุโรปตะวันตกเพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดสงครามกับรัสเซีย
โดยปีที่แล้วชาติสมาชิกนาโตมีนโยบายที่จะทำให้กำพลในสังกัดทั้งหมด 300,000 นายอยู่ในสภาวะเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้รบตลอดเวลา หากถูกรัสเซียโจมตี แต่การฝึกซ้อมในเวลานี้ยังเผชิญอุปสรรคจากกฎระเบียบที่ซับซ้อนและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเคลื่อนย้ายกำลังพลรวมถึงยุทโธปกรณ์ต่างๆยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาโตจึงต้องหาวิธีการทื่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการลำเลียงกำลังพลจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ แม้รัสเซียจะโจมตีท่าเรือขนถ่ายกำลังบำรุงที่ใช้งานโดยกองทัพสหรัฐฯ
ขณะที่ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ให้ความเห็นถึงกรณีที่บางประเทศได้ส่งบุคลากรทางการทหารเข้าไปในยูเครนเพื่อทำหน้าที่ด้านการฝึกอบรมหรือให้คำปรึกษา โดยเตือนว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นเป้าหมายอันชอบธรรมของรัสเซีย เช่นเดียวกับทหารยูเครน
ท่าทีดังกล่าวของรัสเซียถือเป็น “คำเตือนล่าสุด” ต่อการที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ยังคงยืนกรานแนวคิด ส่งทหารเข้าไปในยูเครนเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำฝรั่งเศสระบุว่าหากสงครามขยายวงกว้างเข้ามาในยุโรป ฝ่ายที่ต้องถูกกล่าวโทษคือรัสเซีย” พร้อมเรียกร้องยุโรปไม่ควรสร้างข้อจำกัด เกี่ยวกับสงครามในยูเครน เนื่องจากจะยิ่งเป็นการแสดงความอ่อนแอและจะกระตุ้นให้กองทัพรัสเซียเดินหน้าการสู้รบในยูเครน
ขณะที่ พลเอก โอเล็กซานเดอร์ เซีร์ยสกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยูเครน กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าที่ปรึกษาทางทหารของฝรั่งเศส “จะเดินทางเข้ามาภายในเร็ววันนี้” แต่กระทรวงกลาโหมยูเครนออกมาแก้ไขข้อมูลในเวลาต่อมาว่า “ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน”