เมื่อวันที่ 26 ก.ค. โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า เขาวางแผนที่จะกลับไปที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 13 ก.ค.
อดีตประธานาธิบดีบอกว่า เขาจะกลับไปปราศรัยหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คอรี คอมเพอราทอเร” นักดับเพลิงผู้มาร่วมงานหาเสียงที่ถูกลูกหลงเสียชีวิต รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุยิงดังกล่าว
ทรัมป์ประกาศว่า จะมีงานหาเสียงที่ “ยิ่งใหญ่และสวยงาม” โดยระบุว่า งานดังกล่าวจะ “เป็นการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของคอรี ฮีโร่ดับเพลิงผู้เป็นที่รัก และบรรดาผู้รักชาติผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน”
เขาเสริมว่า “มันจะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก สู้ สู้ สู้!” ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าการปราศรัยจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ในวันที่ 13 ก.ค. ทรัมป์เพิ่งกล่าวสุนทรพจน์ไปได้ไม่กี่นาทีก่อนจะถูกลอบยิง โดยผู้ก่อ้หตุได้ยิงปืน 8 นัดใส่พนื้ที่บริเวณเวทีหาเสียง ทำให้หูขวาของทรัมป์มีเลือดออก ส่วนคอลีพยายามปกป้องภรรยาและลูก ๆ ของเขาทำให้ถูกยิง
ในส่วนของการสืบคดี คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) กล่าวกับสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ว่า ยังมีคำถามอยู่บ้างว่าทรัมป์ถูกกระสุนจริง ๆ หรือแค่สะเก็ด
ทรัมป์บอกว่า “ไม่ใช่ มันเป็นกระสุนปืนที่พลาดเข้าหูผมไปอย่างน่าเสียดาย และเข้าหูผมอย่างแรง ไม่ใช่แค่สะเก็ด ... ไม่แปลกใจเลยที่ FBI ซึ่งเคยเป็นตำนานจะสูญเสียความเชื่อมั่นไป!”
ด้าน คิมเบอร์ลี ชีทเทิล ผู้อำนวยการหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ (USSS) ซึ่งมีหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญ ประกาศลาออกจากตำแหน่งในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการตรวจสอบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับความพยายามลอบสังหารดังกล่าว
ชีทเทิลเขียนในจดหมายลาออกของเธอว่า “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฉันรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยงานนี้” แต่เธอยอมรับว่า ในวันที่เกิดเหตุ “หน่วยงานทำได้ไม่ดีพอในภารกิจการปกป้องบุคคลระดับผู้นำประเทศ”
เรียบเรียงจาก CNN