การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่กำลังจะมีขึ้นวันที่ 5 พ.ย.นี้ หนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากผู้นำสหรัฐฯคนใหม่อย่างหนีไม่พ้นคืออิสราเอล จึงมีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในอิสราเอลว่าเชียร์ใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน หรือกมลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต
ผลการสำรวจซึ่งสถานีข่าวโทรทัศน์ Channel12 ของอิสราเอลนำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ต.ค. พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 66% ต้องการให้อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นผู้นำสหรัฐฯ
ขณะที่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสได้รับคะแนนสนับสนุนจากชาวอิสราเอลเพียง 17% เท่านั้น และที่เหลืออีก 17% ระบุว่าไม่สนับสนุนผู้สมัครคนใด
กลุ่มชาวอิสราเอลที่ให้การสนับสนุนทรัมป์อย่างชัดเจนคือฐานเสียงของพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โดยผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่มนี้ที่สนับสนุนทรัมป์ มีสัดส่วนสูงถึง 93๔ และมีเพียง 1% ที่สนับสนุนแฮร์ริส
“วันฮาโลวีน” เปิดประวัติทำไมถึงตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี
การวิเคราะห์ของสถานีข่าวโทรทัศน์ Channel12 ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันของ โจ ไบเดน เคยได้รับความนิยมจากชาวอิสราเอลค่อนข้างสูงในช่วงที่กลุ่มฮามาสก่อเหตุสังหารหมู่ชาวอิสราเอลนับร้อยคนเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ปีที่แล้ว แต่ความรู้สึกในแง่บวกต่อประธานาธิบดีไบเดนเริ่มลดน้อยลงไป หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ พยายามกดดันให้อิสราเอลจำกัดปฏิบัติการทางทหาร
ในขณะที่ทรัมป์มีจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยทรัมป์ได้สั่งย้ายสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ไปยังเยรูซาเลมที่รัฐบาลอิสราเอลประกาศเป็นเมืองหลวง การรับรองการผนวกที่ราบสูงโกลานให้เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอล และการใช้มาตรการที่แข็งกร้าวกับอิหร่าน
ส่วนคะแนนนิยมของทรัมป์และแฮร์ริสในกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับที่สำรวจโดยสำนักข่าว Arab News ในซาอุดีอาระเบีย และ YouGov บริษัทวิจัยตลาดของอังกฤษ พบว่า ทรัมป์มีคะแนนนิยมในประชาชนกลุ่มนี้ 45% สูงกว่าแฮร์ริสซึ่งได้ไป 43% โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังมองว่าทรัมป์มีแนวโน้มที่จะแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้มากกว่าด้วย
ขณะที่ ผลสำรวจของสำนักข่าว CBS News และ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ต.ค. พบว่า แฮร์ริสยังมีความนิยมนำหน้าทรัมป์ในระดับประเทศ โดยมีคะแนนอยู่ที่ 50% ขณะที่ทรัมป์ได้ 49 %
ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า มีการแบ่งแยกทางเพศอย่างมากในการแข่งขัน โดยผู้ชายชื่นชอบทรัมป์มากกว่าแฮร์ริส ด้วยสัดส่วน 54% ต่อ 45% ในขณะที่แฮร์ริสมีคะแนนนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งหญิง 55% ต่อ 43%
จากผลสำรวจยังพบว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมองว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งมากกว่า คิดเป็น 64% ต่อ 50% ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะบอกว่าแฮร์ริส มีความฉลาดและวุฒิภาะวะทางอารมณ์ที่ดีกว่า ทำให้เธอมีความเหมาะสมมากกว่าที่จะเป็นประธานาธิบดี