บันทึกถึงเพื่อนใหม่จากริมน้ำเมย
ฤดูร้อนพัดพาไอแดด และสายลมจากฝั่งตะวันตกของน้ำเมย เข้ามากระทบใบหน้าของเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งรอผู้เป็นแม่ และพี่สาวอยู่ตรงใต้สะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่พาดผ่านลำน้ำเล็ก ๆ พรมแดนกั้นเขตประเทศไทยกับเมียนมา บริเวณเมียวดี-แม่สอด
วันนี้เธอได้แต่นั่งมองพื้นที่ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำ เฝ้าดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หลังจากเกิดการสู้รบครั้งใหญ่ และสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนสองฝั่งแม่น้ำ
Khin Thaw lin แม่ของเด็กหญิงคนนี้ เล่าในเราฟังในฐานะผู้มาร่วมเฝ้าสังเกตการณ์ในจุดที่ทหารไทยตรึงกำลัง ดูแลความเรียบร้อยในบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทยเมียนมา แห่งที่ 2
ผลประกบคู่คาราบาว คัพ รอบ 8 ทีม แมนยู ชน สเปอร์ส ลิเวอร์พูล ไม่หนัก
เธอเล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดให้เราฟัง ด้วยภาษาสื่อกลางอย่างภาษาอังกฤษค่อนข้างคล่องแคล่วเพราะเธอเป็นไกด์และล่ามให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปในบ้านเกิดของเธอก่อนหน้านี้ Khin Thaw lin บอกเราตามตรงว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นสะท้อนภาพการสู้รบที่ซับซ้อนมากขึ้นและยิ่งชัดเจนว่า การสู้รบที่เมียวดีนั้น ผลประโยชน์มหาศาล สามารถเอาชนะอุดมการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับเมียนมาในมุมมองของเธอ
สิ่งที่ไกด์สาวคนนี้ยังคงบอกเล่าและพรั่งพรูมาต่อเนื่องไม่ใช่เพียงการสู้รบที่ยังไม่รู้จบ แต่ยังเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับลูกสาววัย 10 ขวบที่ถูกพรากเวลาและอนาคตไปในช่วงเวลา 3 ปีที่ถูกเผาไปเพราะสงครามและการสู้รบ จนถึงวันนี้ลูกสาวของเธอยังไม่สามารถอ่านออกหรือเขียนได้ ตามที่ควรจะเป็น
สายน้ำเมยที่ไหลเรื่อย ดวงตะวันค่อยๆคล้อยต่ำ บทสนทนายังดำเนินไป เธอเล่าว่า การสู้รบทำให้ชีวิตของเธอและครอบครัว พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ บ้านที่เคยมี งานที่เคยสร้างรายได้ไว้หล่อเลี้ยงคครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ กลับแหลกสลายไปด้วยเสียงปืนและระเบิด แน่นอนว่า นี่คือ เหตุผลที่ทำให้เธอต้องทิ้งทุกอย่าง และพาลูกหนีตาย ข้ามเข้ามาพำนักในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วง ปลายปี 2021
เย็นวันนั้นก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า ณ ริมน้ำเมย และก่อนที่เราต่างต้องแยกย้ายไปใช้ชีวิต
“แม่เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้าน เมื่อไหร่เราจะได้ข้ามกลับไปฝั่งโน้น”
นี่คือคำถามจากเด็กหญิงตัวเล็กที่ทำให้ Khin Thaw lin อึดอัด ลำบากใจ เพราะเธอเองไม่มีคำตอบ และรู้อยู่แก่ใจ ว่า สำหรับ พวกเธอแล้ว จะให้มั่นใจในอนาคตเป็นเรื่องยากมาก และเธอรู้ว่า ท่ามกลางการสู้รบที่ไม่จบสิ้น ทั่วแผ่นดินบ้านเกิดของเธอนั้น คำว่า “วันพรุ่งนี้เป็นสิ่งไม่มีอยู่จริง”
ความหวังแห่งชีวิต : เด็กจากค่ายผู้ลี้ภัยผู้อยู่ใจกลางการสู้รบ
ลึกเข้าไปในดินแดนติดกับแนวเทือกเขาพะโค หมู่บ้านที่เพิ่งสร้าง มีขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองหลวงอย่างเนปิดอว์ ในภาคมัณฑะเลย์ กับหัวเมืองสำคัญของรัฐฉานที่ชื่อว่าลอยกอว์ หมู่บ้านที่เรามีโอกาสไปเยือนเมื่อเดือนพฤษภาคมเพื่อติดตามเรื่องราวของผู้คนที่ต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองมาเนิ่นนาน ในวันที่มรสุมการสู้รบเพิ่งผ่านพ้นจุดรุนแรงไปได้ไม่นาน
ที่นี่เป็นเพียงชุมชนตั้งใหม่จากผู้หนีภัยสงครามในประเทศ พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่น ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ทิ้งบ้าน และมาหลบภัยในพิกัดนี้ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอด ผู้คนจากทั่วสารทิศ มารวมตัวกันที่นี่นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้น หลังการรัฐประหาร เมื่อกุมภาพันธ์ 2021
เราได้เจอกับ Paul Thun บาทหลวง ผู้นำศาสนาคริสต์ในชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ แน่นอนว่า เขาทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตใจของเหล่าคนพลัดถิ่นหลายร้อยชีวิตด้วย
ในวันที่เราได้พบกัน นอกจากได้เห็นบ้านเรือน ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้พักพิงชั่วคราว เรายังได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวสำคัญของพวกเขา นั่นก็คือความหวังในการมีชีวิตรอด และความหวังในการสร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่
ห้องเรียนที่สร้างด้วยไม้ไผ่ และอุปกรณ์ง่าย ๆ มีเด็กหญิง เด็กชาย ตั้งแต่ 6 ขวบ เรื่อยไปจนถึงวัยรุ่นย่าง 18 ปีนั่งกระจายกันตามมุมต่าง ๆ พวกเขาตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ในฐานะผู้มาเยือนที่เข้าใจดีว่า ทุกนาทีที่ได้มีโอกาสเรียนของพวกเขา มีความหมายมากพอ ๆ กับการมีชีวิตรอดจากสงคราม
พวกเขาเป็นเด็ก ๆ ที่ต้องพลัดจากบ้านด้วยสงคราม การเรียนในโรงเรียนที่ตั้งขึ้นชั่วคราว จึงแตกต่างออกไปจากโรงเรียน และวิทยาลัยที่พวกเขาเคยเรียน ที่นี่ไม่ได้เรียนวิชาสามัญทั่วไป ไม่มีคณิตศาสตร์ วิทยาศสาตร์ หรือศิลปะ แต่กลับเป็นการเรียนวิชาชีพ รวมถึงเรียนภาษาเพื่อการสื่อสาร เพราะหากวันใดวันหนึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้จะได้ทำงานกับผู้คนต่างถิ่นต่างภาษา การเรียนวิชาอบขนม และวิชาช่าง จะช่วยให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวในวันข้างหน้า
Pual Thun เล่าให้ผู้มาเยือนอย่างเราเข้าใจว่า เหตุผลสำคัญที่ยังต้องพยายามรวบรวมเม็ดเงินจากเหล่าลูกศิษย์ที่ไปอยู่ต่างประเทศ และนำเงินเหล่านี้มาเป็นทุนในการสอนวิชาชีพให้เด็ก ๆ รุ่นใหม่ ๆ เกือบ 200 ชีวิตที่ หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะเขายังมีความหวัง หวังว่าเด็ก ๆ ทั้งหมดจะมีชีวิตรอด และได้อยู่ต่อเพื่อสร้างอนาคต
เราเดินทางออกจากหมู่บ้านชั่วคราวแห่งนั้นมานานหลายเดือนแล้ว จนเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เสียงจากปลายสายโทรศัพท์ที่ดังขึ้น ทำให้พวกเราต้องเศร้าใจ เพราะข่าวการทิ้งระเบิด ในปฏิบัติการ Air Strike ของกองทัพอากาศเมียนมา ที่ปะทะกันกับฝ่ายต่อต้านในเมืองลอยกอว์ ทำให้หมู่บ้าน และโรงเรียนที่เราได้ไปเยือน เสียหายจากการทิ้งระเบิด ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง คนที่เราได้พบเจออย่าง Pual Thun ยังมีข่าวคราวรอดชีวิต แต่ในทางกลับกันมีรายงานว่า มีชาวบ้านหลายสิบคน รวมถึงเด็กเล็กต้องจบชีวิตลง ณ ที่ตรงนั้น
ไทย เพื่อนรัก ? : เสียงสะท้อนจากนักสิทธิมนุษยชน
ปัญหาการศึกษาของเด็กและเยาวชนในเมียนมา ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ภายในประเทศของพวกเขาเท่านั้น แต่เพราะการสู้รบที่ต่อเนื่องยาวนาน ทุกวันนี้ยังได้กลายเป็นปัญหาของประเทศไทยด้วย
สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับการขับเคลื่อนเรื่องเด็ก และชาติพันธุ์มานานหลายทศวรรษ ได้ชวนพวกเราพูดคุยในประเด็นนี้ พร้อมกับสะท้อนมุมมองว่า การสู้รบในสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การยึดอำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมา เมื่อปี 2021 นั้น ทำให้พลวัตรการเคลื่อนย้ายของผู้คนชาวเมียนมาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จากเดิมที่จะเคลื่อนย้ายมาเพียงชั่วคราว แล้วทุกอย่างจบก็กลับบ้าน หรืออาจมีแต่วัยแรงงานที่เข้ามาหาเงินในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านั้นไม่สามารถกลับบ้านได้ และไม่มีใครอยู่ในพื้นที่การสู่รบได้อีกต่อไป ซึ่งหมายถึงผู้หนีภัยสงครามำนวนมหาศาลที่อพยพเข้ามาอยู่ในไทย
“ความจริงเรื่องเด็กข้ามชาติและตอนนี้เป็นปัญหาแล้ว รัฐบาลไทยจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ สิ่งสำคัญตอนนี้ รัฐบาลไทยต้องยอมรับความเป็นจริง จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ต้องเข้ามาจัดการ”
ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สุรพงษ์ กลับมองว่า ไทยไม่ยอมรับและเข้าไปจัดการเรื่องนี้ให้เป็นระบบ นั่นจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับไทยในระยะยาว แต่ในทางกลับกัน หากไทยเรายอมรับ และเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพ ตลอดจนจัดระบบในการดูแลผู้หนีภัยสงครามหากรัฐไทยอย่างเป็นระบบระเบียบ ประเทศไทยเราจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุด
กรณีของศูนย์การเรียนมิตาเย๊ะ จังหวัดสุราษฏรณ์ธานีที่เปิดเพื่อสอนหลักสูตรภาษาพม่าที่กลายเป็นประเด็นร้อน จากการแผยแพร่คลิปการร้องเพลงชาติเมียนมา การเรียนการสอนในหลักสูตรของเมียนมาโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องถูกปิดตัวลง นี่คืออีกหนึ่งประเด็นที่เขาบอกว่า เป็นภาพสะท้อนว่าที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องอย่างรัฐไทยในการดูแลเรื่องนี้ อย่างเป็นระบบมีน้อยมาก แม้ครั้งนี้ บทสรุปจะลงเอยด้วยการปิดศูนย์การเรียนรู้ และให้เด็ก ๆ กว่าพันคน เข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้ตามระบบ ทั้งในโรงเรียนรัฐ หรือโรงเรียนเอกชน ด้วยหลักสูตรการเรียนของไทยได้ก็ตาม
หากมีการวางแผนและจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น สุรพงษ์ สะท้อนว่า นี่จะทำให้รัฐไทยได้ประโยชน์อย่งแน่นอน เพราะอย่างน้อยในวันข้างหน้าเด็กๆเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในภาคอตสาหกรรม ภาคแรงงาน และภาคธุรกิจของไทย เพราะพวกเขาเข้าใจในระบบการทำงานแบบไทย เรียนรู้และเข้าใจภาษาไทย จึงจะช่วยเติมเต็มศักยภาพในการพัฒยนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัวและจะขาดแคลนแรงงานจากการที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดใหม่น้อยลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และในฐานะคนที่ทำงานและคลุกคลีกับพื้นที่ชายแดนไทย ในฝั่งตะวันตกมานาน เขายืนยันว่า ถ้าไทย ยังเป็นเพื่อนที่จริงใจกับเมียนมาก็คงถึงเวลาที่เราต้องมองเห็นปัญหาของเพื่อเสียที
อนาคตของเมียนมา หมุดหมายที่ยังสิ้นหวัง
จากการเฝ้าติดตามอย่างสถานการณ์การสู้รบอย่างใกล้ชิด ทำให้พบว่า บางเป้าหมายที่ถูกโจมตีจากฝ่ายรัฐบาลทหาร เป็นโรงเรียน เนื่องจากถูกวิเคราะห์ว่าเป็นสถานที่ของฝ่ายต่อต้านใช้เป็นที่พำนัก จึงเป็นเหตุให้โรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ของฝ่ายต่อต้านหลายแห่งถูกทำลายอย่างหนัก
ขณะที่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ระบุว่า จำนวนผู้พลัดถิ่น จากการสู้รบในเมียนมาเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 50 ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2024 โดยระบุว่า มีผู้พลัดถิ่นสูงกว่า 3 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของผู้พลัดถิ่นจำนวนนี้อยู่ในเขตสกาย มะเกว และในฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐชิน และเป็นพื้นที่เดียวกันกับข้อมูลของ Redio free Asia ที่ระบุว่า มีโรงเรียนมากกว่า 30,000 แห่งกลายเป็นเป้าหมายในการถูกโจมตีระหว่างการสู้รบ
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า มีเด็กอย่างน้อย 1 ใน 4 ของประเทศต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะโรงเรียนถูกทำลาย ไม่มีครูสอนหนังสือจากการประท้วงการยึดอำนาจด้วยการเป็น CDM หรือ Civil Disobedient Movements: CDM ซึ่งเป็นการต่อต้านการยึดอำนาจของรัฐบาลทหาร เฉพาะครู ที่ออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลการต่อต้านอำนาจรัฐนั้น มีมากกว่า 2 แสนราย
ไม่ว่าพรุ่งนี้ ของเมียนมาจะมีจริงหรือไม่ แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งสะท้อนและทำให้เราเข้าใจภาพรวมมากขึ้นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมานั้น มีความซับซ้อนและเกี่ยวโยงกับประเทศไทยในหลายมิติ หากไม่มีการยื่นมือเข้าไปจัดการ หรือดูแล อย่างที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะเรื่องเด็กและเยาวชนข้ามชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาวันนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นความริบหรี่ของความหวังแห่งอนาคตของเมียนมาแล้ว อาจจะหมายถึงปัญหาที่จะลุกลามมาในประเทศไทยด้วย