องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระหว่างประเทศ เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 คน
ตัวเลขนี้มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้
โดยเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น
ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่มากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้สงครามกลางเมืองในเมียนมากลายเป็นความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก และได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันยังพบว่ากลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาซื้ออาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า
นอกจากนี้ พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด
สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤติ จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว
สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย
แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดพื้นที่นี้ได้สำเร็จ
แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์เชื่อว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม