ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการต่อผู้สนับสนุน โดยขอให้พวกเขายอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชนที่สะท้อนออกมา พร้อมส่งต่ออำนาจการทำงานให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ และเธอประกาศต่อผู้สนับสนุนว่าให้คงมีความหวัง แม้จะก้าวเข้าสู่ยุคมืด
แฮร์ริสบอกว่า "เราจะมองเห็นดวงดาวได้ก็ต่อเมื่อฟ้ามืดเพียงพอเท่านั้น ฉันรู้ว่าหลายคนรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่ยุคมืด แต่เพื่อประโยชน์ของเราทุกคน ฉันหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น"
เธอเสริมว่า "แต่ที่สำคัญคือ อเมริกา ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอให้เราเติมแสงจากดวงดาวนับพันล้านดวงให้เต็มท้องฟ้า แสง แสงแห่งความหวัง ความศรัทธา ความจริง และการรับใช้"
คำปราศัยบนเวทีของแฮร์ริสเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ให้กำลังใจจากผู้สนับสนุนของเธอที่มารวมตัวกัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเธอจะขึ้นเวที หลังจากผลการเลือกตั้งได้รับการยืนยันแล้วว่า ชาวอเมริกันเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนที่ 47
วิเคราะห์บอล ! ยูโรป้าลีก แมนยู พบ พีเอโอเค 7 พ.ย.67
แม้แฮร์ริสจะยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แต่เธอยังคงเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนและเห็นด้วยกับแนวทางการสร้างความสามัคคีในแนวทางของเธอ ยังคงมีความหวังต่อไป
"ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่เราต่อสู้เพื่อ ไม่ใช่สิ่งที่เราลงคะแนนเสียง แต่จงฟังฉันเมื่อฉันพูดว่า แสงสว่างแห่งคำมั่นสัญญาของอเมริกาจะส่องประกายอยู่เสมอ ตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ และตราบใดที่เรายังคงต่อสู้ต่อไป" แฮร์ริสกล่าว
จากการพูดคุยกับชาวอเมริกันหลังรู้ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ บางคนกล่าวว่าไม่ได้ตกใจกับผลที่เกิดขึ้น
จูเดีย นักศึกษาจากฟลอริดา ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวพีพีทีวีว่า เธอเชื่อว่าแฮร์ริสทำดีที่สุดแล้วตลอด 107 วันในการหาเสียงของเธอ หลังได้ก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตจากพรรคเดโมแครตแทนประธานธิบดี โจ ไบเดน ที่ถอนตัวไป และเธอยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เธอยังสงสัยคือ บัตรเลือกตั้งของเธอได้นับคะแนนหรือไม่ เพราะตัวเธอเองนั้นได้ส่งไปรษณีย์กลับไปแล้ว แต่ไม่สามารถ Tracking บัตรของเธอได้
ด้านลอว์เรน วัย 24 ปี กล่าวว่า เธอยอมรับผลการตัดสินใจของคนอเมริกันส่วนใหญ่ แต่ยังคงกังวลเกี่ยวสิทธิเสรีภาพในร่างกายของผู้หญิง ในอนาคตหลังจากนี้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของทางพรรคเดโมแครต แต่อย่างไรก็ตามลอเรนยังคงมีความหวัง และตัวเธอเองสามารถรอได้ หากเมื่อการเลือกตั้งครั้งหน้ามาถึง