เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำคัญจาก ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางเข้าพบ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนาน ทั้งสองคน จับมือแสดงความยินดีกัน และไบเดนรับปากว่าการถ่ายโอนอำนาจจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะที่ ทรัมป์ กล่าวขอบคุณไบเดน ที่่สร้างบรรยากาศในเชิงสร้างสรรค์ หลังจากที่ผ่านมา การเมืองสหรัฐฯ มีแต่เรื่องราวในแง่ลบ
หลังการพบกัน ทรัมป์ได้ประกาศแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารอีก 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งอัยการสูงสุด หรือรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เป็นของ แมตต์ เกตซ์ สมาชิกสภาคองเกรส, ตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เป็นของ ทุลซี แกบบาร์ด (Tulsi Gabbard) และตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นของ มารูโก รูบิโอ สว.จากฟลอริดา ซึ่งเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้
การแต่งตั้งครั้งนี้ เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย เนื่องจาก แมตต์ เกตซ์ ที่ได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ไม่เคยทำงานในกระทรวงนี้ และไม่เคยเป็นอัยการมาก่อน แถมเขายังถูกกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบในข้อกล่าวหาค้ามนุษย์ทางเพศ (sex trafficking) ด้วย หลังได้รับการแต่งตั้ง แมตต์เกตซ์ลาออกจากการเป็น สส. เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ทันที
อีกหนึ่งคนที่ถูกจับตาค่อนข้างมาก คือ มาร์โก รูบิโอ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่ทรัมป์ตัดสินใจเลือก สว.สายแข็งที่ต่อต้านจีน อิหร่าน และเวเนซุเอลา มาคุมนโยบายต่างประเทศ เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันกับอิหร่านและเวเนซุเอลาอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
เรื่องนี้ โมห์เซน ปักเนจัด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของอิหร่าน ยืนยันว่า รัฐบาลและอุตสาหกรรมน้ำมันมีแผนรับมือแล้ว และไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ไม่ขอลงรายละเอียด
ดูบอลสด อุ่นเครื่อง ฟีฟ่า เดย์ ไทย พบ เลบานอน 14 พ.ย.67
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และกลับมาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลเตหะราน ซึ่งส่งผลกระทบหนักต่อภาคการผลิตน้ำมันของอิหร่าน โดยปริมาณการผลิตน้ำมันของอิหร่าน ลดลงเหลือ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิหร่านปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ไม่ได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นเท่า
ผู้เล่นที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรให้กับอิหร่าน ก็คือ จีน โดยโรงกลั่นน้ำมันของจีนยังคงซื้อน้ำมันส่วนใหญ่จากอิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งประกาศไม่ยอมรับมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวจากสหรัฐฯ และปีนี้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อยู่ก็ตาม
ทั้งนี้ ต้องจับตากันต่อไป เนื่องจากการที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นต่ออิหร่าน ก็เสี่ยงจะสร้างความไม่พอใจให้กับจีน ซึ่งจีนเองอาจหาทางตอบโต้ในหลายวิธี รวมถึงการลดความสำคัญของสกุลเงินดอลลาร์ในธุรกิจการค้าน้ำมัน