อี ยอนฮี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้จากพรรคประชาธิปไตย (DP) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของบริษัท Korea Airports Corporation ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสนามบินพาณิชย์เกือบทั้งหมดในเกาหลีใต้ พบว่า สนามบินนานาชาติมูอัน เป็นสนามบินที่มีอัตราเกิดเหตุ “นกชนเครื่องบิน“ มากที่สุดในเกาหลีใต้
โดยสนามบินนานาชาติมูอันเป็นสถานที่เกิดโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจจูแอร์ (Jeju Air) ประสบเหตุไถลอกนอกรันเวย์และพุ่งชนกำแพงจนเกิดการระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 ราย
มีข้อมูลที่ทางการเกาหลีใต้ยืนยันแล้วว่า เครื่องบินลำดังกล่าวถูกนกชนช่วงประมาณ 4 นาทีก่อนเกิดเหตุ ขณะที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงเรื่องของรันเวย์ที่สั้นและกำแพงคอนกรีตที่ใช้ตั้งเสาระบุตำแหน่ง (Localizer) รวมถึงหลายคนอยากทราบว่าทำไมนักบินจึงไม่กางล้อก่อนลงจอด
นอกจากนี้ สนามบินอุลซานยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสนามบินซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับสนามบินนานาชาติมูอัน ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินเชจูแอร์
อี ยอนฮี ระบุว่า ในบรรดาสนามบินเชิงพาณิชย์ในประเทศเกาหลีใต้ 14 แห่ง สนามบินมูอันมีอัตราการเกิดนกชนเครื่องบินสูงสุด โดยตั้งแต่ปี 2019 ถึงเดือน ส.ค. 2024 พบว่า จากเที่ยวบินทั้งหมด 11,004 เที่ยวบิน เกิดเหตุนกชนเครื่องบิน 10 ครั้ง หรือประมาณ 1 ใน 1,100 เที่ยวบิน หรือคิดเป็น 0.09%
อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังกังวลคือ หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอยที่ “สนามบินอุลซาน” ซึ่งมีนกมากและรันเวย์สั้นคล้ายกับมูอัน
สนามบินอุลซานมีสถิตินกชนเครื่องบินมากเป็นอันดับ 4 ของเกาหลีใต้ โดยในช่วงเวลาเดียวกันพบว่ามีเหตุการณ์นกชนเครื่องบิน 12 ครั้งจากเที่ยวบินทั้งหมด 34,227 เที่ยวบิน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 2,535 หรือ 0.039%
อุลซานนั้นมีความน่ากังวลเพราะเป็น “จุดหมายปลายทางของนกอพยพ” โดยเฉพาะฝูงกา ซึ่งจะมีกา “หลายหมื่นตัว” รวมตัวกันที่อุลซานในทุกฤดูหนาว
กาเหล่านี้จะหากินในบริเวณป่าซัมโฮแดในนัมกูซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำแทฮวา แหล่งอาหารหลักของพวกมันคือเมล็ดพืชในทุ่งช่วงหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร จากนั้นพวกมันจะบินไปยังสถานที่ใกล้เคียง เช่น บุกกู อุลซาน และไกลออกไปถึงคยองจูและโพฮังในคยองซังบุกโดเพื่อหาอาหาร โดยมักบินผ่านสนามบินอุลซาน
นอกจากนี้ นกอพยพหลายสายพันธุ์ยังมาเยือนอุลซานทุกปี ดังนั้นจึงมีโอกาสที่นกจะชนเครื่องบิน
ดร.คิม ซองซู นักดูนกและผู้เชี่ยวชาญด้านฝูงกา กล่าวว่า “สนามบินอุลซานเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอพยพของฝูงกา เราจำเป็นต้องตรวจสอบว่าช่วงเวลาที่ฝูงกาออกหากินทับซ้อนกับเวลาที่เครื่องบินขึ้นและลงจอดหรือไม่”
กาจะเริ่มออกจากที่นอนของพวกมัน ซึ่งก็คือป่าซัมโฮแด ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และมาถึงแหล่งหากินก่อน 8.00 น. ส่วนเวลาเดินทางกลับคือ 1 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตกถึง 1 ชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตก
หากเปรียบเทียบกับตารางการบินปัจจุบันของสนามบินอุลซาน เวลาขึ้นและลงเครื่องเร็วที่สุดคือ 08:50 น. (ขาเข้า) และ 09:30 น. (ขาออก) และเวลาช้าที่สุดคือ 19:35 น. (ขาเข้า) และ 20:15 น. (ขาออก) ซึ่งถือว่าไม่ทับซ้อนกับเวลาหากินของฝูงกาเท่าไรนัก
มีรายงานที่ได้รับการยืนยันว่า สนามบินอุลซานมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง 4 คนเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังและป้องกันเหตุนกชนเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สนามบินอุลซานไม่ได้ติดตั้งเรดาร์ตรวจจับนกและกล้องถ่ายภาพความร้อนตรวจจับนก
พัค ยองกัป สมาชิกสภาผ้แทนราษฎรพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ในบรรดาสนามบินเชิงพาณิชย์ของเกาหลีใต้ 15 ไม่มีแห่งใดเลยที่มีการติดตั้งเรดาร์ตรวจจับนก และมีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่มีกล้องถ่ายภาพความร้อน ได้แก่ สนามบินกิมโป สนามบินกิมแฮ และสนามบินเจจู
ด้วยเหตุนี้ สส.พัคมีแผนจะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบินเพื่อให้การติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เป็นข้อบังคับ
ขณะที่รันเวย์ของสนามบินอุลซานนั้นมีความยาวอยู่ที่ 2,000 เมตร ซึ่งสั้นที่สุดในบรรดาสนามบินในประเทศเกาหลีใต้ ส่วนรันเวย์ของสนามบินมูอันมีความยาว 2,800 เมตร
แม้ว่าจะยังมีข้อโต้แย้งอยู่มาก แต่บางคนก็บอกว่าความเสียหายของโศกนาฏกรรมเจจูแอร์อาจลดลงได้หากรันเวย์ของสนามบินมูอันมีความยาวเพียงพอที่เครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์จะชะลอความเร็วลงโดยไม่ชนกับกำแพงคอนกรีต
เรียบเรียงจาก Yonhap