เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากผูับัญชาการทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบว่า ขณะนี้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (Patriot) ไม่เหลือขีปนาวุธสำหรับยิงสกัดขีปนาวุธจากรัสเซียอีกต่อไปแล้ว
เซเลนสกีระบุว่า ยูเครนต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต 20 ชุด พร้อมด้วยใบอนุญาตจากสหรัฐฯในการผลิตขีปนาวุธสำหรับเติมระบบแพทริออตเพื่อใช้งานเอง โดยที่กองทัพสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องส่งบุคลากรเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ใช้งานระบบเหล่านี้
สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ยูเครนมีไว้ใช้งานในปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนอย่างน้อย 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากสหรัฐฯ และอีก 1 ชุดเป็นการบริจาคของเยอรมนีร่วมกับเนเธอร์แลนด์
ในเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ในเวลานั้นสัญญาจะมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตให้ยูเครนเพิ่มเติมอีก 3 ชุด
โดยประธานาธิบดีเซเลนสกีย้ำว่า หากสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้หลักประกันด้านความมั่นคง หรือปฏิเสธที่จะรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต อย่างน้อยก็ควรให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์
ด้าน อาร์มิน แพปเปอร์เกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไรน์เมทัล (Rheinmetall) ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นนยำของเยอรนี ประเมินว่า คลังอาวุธของทั้งยูเครนและชาติพันธมิตรในยุโรปใกล้หมด และแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับรัสเซียจะเกิดขึ้นจริง แต่เชื่อว่าความต้องการอาวุธจะอยู่ในระดับสูงต่อไป
ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังจับตาและวิเคราะห์ท่าทีของอังกฤษ “ด้วยความวิตกกังวล” จากการที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศความพร้อมส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในยูเครน
เปสคอฟกล่าวว่า การประกาศจุดยืนดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัสเซียไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากจะเป็นการที่ทหารของชาติสมาชิกนาโตเข้าไปอยู่ในยูเครนอย่างเปิดเผย ซึ่งรัฐบาลรัสเซียถือเป็น “ภัยคุกคามอย่างโจ่งแจ้ง” และรัสเซียเคยเตือนตะวันตกหลายครั้งแล้ว
โดยระหว่างการประชุมที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ กล่าวหลังพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ว่า การปรากฏตัวของทหารหรือกองกำลังจากประเทศใดก็ตามภายใต้ธงชาติของสมาชิกประเทศสมาชิกนาโต “เป็นเรื่องที่รัสเซียรับไม่ได้” เนื่องจากเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อรัสเซีย
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะร่วมสนับสนุนร่างมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในวาระครบรอบ 3 ปีที่รัสเซียรุกรานยูเครน โดยเนื้อหาของร่างมติดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงกรรมสิทธิ์ของยูเครนในดินแดนตนเองและเรียกร้องรัสเซียถอนทหารออกไป
อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกยูเอ็น 193 ประเทศสามารถใช้เวลาพิจารณาว่าจะเข้าร่วมสนับสนุนร่างมติที่ถูกเสนอหรือไม่ จนกระทั่งถึงขั้นตอนลงคะเเนนเสียง ซึ่งรายงานข่าวระบว่ามีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. โดยจนถึงเวลานี้ประเทศที่ตอบรับสนับสนุนร่างมติดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 50 ประเทศแล้ว
สำหรับมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติไม่มีผลผูกมัด แต่มีนำ้หนักทางการเมืองและมีผลสะท้อนความรู้สึกของประชาคมโลกต่อสงครามครั้งนี และ ในปีก่อน ๆ สหรัฐฯ เป็นผู้ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อมตินี้ เพื่อเป็นการสนับสนุน สันติภาพที่เป็นธรรมธรรมในยูเครน