พลเอก โซ วิน เบอร์ 2 ของรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ออกโรงเตือนว่า หน่วยงานบรรเทาทุกข์เหตุแผ่นดินไหวไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการได้อย่างอิสระ แต่จะต้องได้รับอนุญาตก่อน และหน่วยงานนั้น ๆ จะได้รับอนุญาตก็ต่อเมื่อให้ความร่วมมือกับทางการเมียนมา
ในการประชุมคณะรัฐบาลทหารเมียนมา พลเอก "โซ วิน” ยังเตือนหัวหน้าคณะรัฐมนตรีระดับภูมิภาคและระดับรัฐด้วยว่า อย่าให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์และองค์กรองค์การนอกภาครัฐหรือเอ็นจีโอ (NGOs) เข้าไปในพื้นที่ เว้นแต่จะร่วมมือกับทีมช่วยเหลือและกู้ภัยท้องถิ่น
พร้อมเสริมว่า ขณะนี้มีทีมฉุกเฉินจาก 26 ประเทศกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานบรรเทาทุกข์ของเมียนมา
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เปิดเผยว่า กองทัพเมียนมาจำกัดการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งเข้าไปให้กับผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในพื้นที่ที่กองทัพ ระบุว่า เป็นพื้นที่ของกองกำลังฝ่ายกบฎและกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ และยังพบรายงานการปฏิบัติการโจมตีถล่มฝ่ายตรงข้ามต่อเนื่องหลังเหตุแผ่นดินไหวขึ้น แม้กองทัพเมียนมาจะประกาศหยุดยิง ระยะเวลา 20 วัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา
ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในนครย่างกุ้งของเมียนมา เปิดเผยว่า รัฐบาลวอชิงตันจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 7 ล้านดอลลาร์หรือราว 242 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว หลังการประเมินเบื้องต้นของผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติสหรัฐฯ
งบประมาณใหม่นี้เพิ่มขึ้นจากวงเงิน 2 ล้านดอลลาร์หรือราว 70 ล้านบาทที่ประกาศออกมา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งจะช่วยจัดหาที่พักพิงฉุกเฉิน อาหาร น้ำดื่ม การดูแลทางการแพทย์ให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ระดับ 7.7 ทางตอนกลางของเมียนมา เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3,564 คนแล้วและมีผู้บาดเจ็บกว่า 4,000 คน ท่ามกลางคาดการณ์ว่า ตัวเลขความสูญเสียจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจจะยังคงติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาเมียนมา รายงานว่า มีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้น 90 ครั้ง นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อสัปดาห์ก่อน และจนถึงตอนนี้ ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังอาศัยอยู่ตามท้องถนน เนื่องจากกังวลว่าอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้อาคารที่โครงสร้างได้รับความเสียหายพังถล่มลงมา และมีผู้คนบางส่วนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน