อิหร่านปฏิบัติการทางอากาศถล่มหลายเมืองของอิสราเอล เมื่อคืนวันศุกร์ ตอบโต้ปฏิบัติการ "สิงห์ผงาด" ของอิสราเอลที่โจมตีถล่มโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์และขีปนาวุธอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 78 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง และบาดเจ็บกว่า 320 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) ของอิหร่านรายงานว่าเตหะรานยิงขีปนาวุธหลายร้อยลูกใส่อิสราเอล ตอบโต้การโจมตีฐานนิวเคลียร์ใต้ดินขนาดใหญ่ในเมืองนาทานซ์ (Natanz)
ซึ่งในตอนนี้อยู่ในสภาพถูกทำลาย และสังหารผู้บัญชาการระดับสูงหลายนาย รวมถึง “ฮอสเซน ซาลามี” ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ชุด รวมกันไม่ถึง 100 ลูก ส่วนใหญ่ถูกสกัดหรือตกก่อนถึงเป้าหมาย ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ร่วมยิงสกัดขีปนาวุธบางลูกที่มุ่งหน้าสู่อิสราเอล
ด้าน สถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอล รายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คน บาดเจ็บปานกลาง 8 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย อีก 34 คนจากสะเก็ดระเบิด ส่วนอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายจากการโจมตี
อิหร่านย้ำว่าโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองมีจุดประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น แม้นานาชาติจะกล่าวหารัฐบาลเตหะรานมานานแล้วว่าโรงงานดังกล่าวมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนสามารถนำไปใช้สร้างระเบิดได้ แทนที่จะใช้เพื่อการพลเรือนตามที่กล่าวอ้าง
ขณะที่ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวหาอิสราเอลว่า เป็นฝ่ายเริ่มทำสงคราม ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านเตือนว่า "ไม่มีที่ใดในอิสราเอลที่จะปลอดภัย" และ "การล้างแค้นจะเจ็บแสบ" อย่างแน่นอน
ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่สายเกินไปสำหรับเตหะรานที่จะหยุดการโจมตีของอิสราเอล ด้วยการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์
ก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยเจรจากับรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่ หลังจาก “ทรัมป์” นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงเดิมในปี 2018 แต่สุดท้ายอิหร่านก็ปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากสหรัฐฯ
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นความกังวลว่าจะมีการโจมตีตอบโต้ในวงกว้างขึ้นทั่วภูมิภาคที่ผลิตน้ำมัน แม้ว่าไม่มีรายงานว่าการผลิตหรือคลังน้ำมันได้รับความเสียหายก็ตาม ด้านองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) แถลงว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปทานน้ำมันในทันที