วันที่ 16 มิ.ย. สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า จากกรณีที่มีนักวิเคราะห์หัวรุนแรงไทยและนักวิเคราะห์ต่างชาติบางส่วนมองว่า หากเกิดสงครามระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้น กัมพูชาก็คงเปรียบเสมือน “เอาไข่ไปกระทบหิน” เหมือนอย่างเหตุการณ์ในปี 2551-2554 ล่าสุดมีคนออกมาตอบโต้
โดย พล.ท.นพ รัถนิมาล รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา กล่าวว่า “ไข่กัมพูชาเป็นไข่เหล็กที่สามารถทุบหินไทยให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ง่าย”
พล.ท.นพระบุว่า กลยุทธ์การรบไม่ได้อาศัยกำลังทหารและอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเตรียมแผนการรบและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในทุกด้านจึงจะบรรลุชัยชนะได้
รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชาย้ำอีกว่า กัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จ ฮุน เซน ผู้ชาญฉลาด กล้าหาญ และเฉียบคม ทำให้นักวิเคราะห์หัวรุนแรงไทยและต่างชาติมองเห็นไข่เหล็กกัมพูชาชัดเจนขึ้น และไม่กล้าเปรียบเทียบเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
พล.ท.นพ เล่าว่า เมื่อปี 2551 เมื่อยูเนสโกมีมติให้ปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลกนั้น ไทยยังคงมีเป้าหมายที่จะรุกรานดินแดนกัมพูชาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญไทยและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติอื่น ๆ มองว่า หากพิจารณาจากเศรษฐกิจ กำลังทหาร จำนวนประชากร การปรับปรุงกองทัพ และอาวุธที่ทันสมัยของไทยเทียบกับกัมพูชา การวิเคราะห์พบว่าหากกองทัพกัมพูชาปะทะกับกองทัพไทย กองทัพกัมพูชาจะไม่สามารถเอาชนะกองทัพไทยได้
แต่ พล.ท.นพ เชื่อว่า ความจริงตรงกันข้าม เพราะจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งในด้านการเมืองและการทูต และประสบการณ์ในการนำทัพรบมากมายในสนามรบ ด้วยความชัดเจนและความชำนาญของสมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกอบกับการเคารพคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทหารทุกระดับ ด้วยความสามัคคี ความจงรักภักดี และความกล้าหาญ กองทัพกัมพูชาจึงกลายเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งในสนามรบในบทบาทการป้องกันประเทศ การปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน และเคารพคำสั่งอันสูงส่งและวินัยของกองทัพกัมพูชา จนได้รับชัยชนะในสนามรบ ทำให้รัฐบาลไทยต้องขอเจรจา
จากนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าศัตรูและนักวิเคราะห์เหล่านั้นประเมินกองทัพกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จ ฮุน เซน ผิดไป
รองผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา กล่าวว่า ในเวลานี้กองทัพไทยได้รุกคืบดินแดนกัมพูชาอีกครั้งอย่างไม่มีเหตุผล กัมพูชาภายใต้การนำอันชาญฉลาดและมากประสบการณ์ของสมเด็จ ฮุน เซน จะทำให้กองทัพไทยต้องประสบกับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2551-2554 อีกครั้งหนึ่ง
เรียบเรียงจาก Fresh News