ทำไมผู้นำ-รัฐมนตรีญี่ปุ่นมักลาออก? อาจเกิดจาก “วัฒนธรรมความละอาย”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิเคราะห์รากฐานวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทำไมเมื่อเกิดเหตุใด ๆ ผู้นำ รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รัฐ จึงมักเลือกที่จะลาออกอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มีข้อแม้

เวลาที่ประเทศญี่ปุ่นเกิดปัญหา สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นและมักรู้สึกทึ่งเสมอคือ “วัฒนธรรมการลาออก” เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่าง ๆ จะประกาศลาออกหากทำงานผิดพลาด คะแนนความนิยมตกต่ำ หรือมีกระแสเรียกร้องในสังคม

วัฒนธรรมการลาออกเป็นหนึ่งในการแสดงออกถึงสังคมพลเมืองที่มีอารยธรรม เป็นแนวทางปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคล เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของสถาบันการเมืองและผู้นำ

ทำไมผู้นำ-รัฐมนตรีญี่ปุ่นมักลาออก? อาจเกิดจาก “วัฒนธรรมความละอาย” Shutterstock/metamorworks
ทำไมผู้นำ-รัฐมนตรีญี่ปุ่นมักลาออก?

เป็นที่ลือชากันว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบและการลาออกมากที่สุดคือประเทศญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น ผู้คนได้รับการปลูกฝังให้รู้ถึงความสำคัญของศีลธรรมและความซื่อสัตย์ตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขาพัฒนาความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับคุณค่าของวินัยและหน้าที่

ใครก็ตามที่ติดตามข่าวสารของญี่ปุ่นจะพบตัวอย่างมากมายของรัฐมนตรีและผู้นำที่ยื่นใบลาออกกันถี่จนทำให้หลายคนจำชื่อผู้นำญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ โดยมักลาออกด้วยเหตุผลที่เราอาจมองว่าไม่สำคัญสำหรับประเทศอื่นหรือในวัฒนธรรมของประเทศอื่น

ตัวอย่างเช่น การรับเงินจากผู้บริจาคเพื่อสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหรือรับของขวัญจากผู้สนับสนุน หรือหากรถไฟล่าช้า หรือหากพบอาหารปนเปื้อน หรือหากอุปกรณ์สำคัญในโรงพยาบาลขัดข้อง ผู้ที่รับผิดชอบมักจะต้องลาออก

ตลอดประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ผู้นำทางการเมืองหลายคนลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรู้สึกว่าสภาพทางการเมืองขัดขวางไม่ให้พวกเขาบริหารประเทศได้อย่างเหมาะสม

เราได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ลาออกจากตำแหน่งโดยสมัครใจในเดือน ส.ค. 2020 ขณะที่เขากำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองของอำนาจและความนิยม ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งคือ โคอิซุมิ จุนอิชิโร ลาออกจากตำแหน่งโดยสมัครใจ หลังจากรู้สึกว่า “ทุ่มเทสุดตัวแล้ว” และถึงเวลาต้องก้าวต่อไป หรือ ซูกะ โยชิฮิเดะ ที่ลาออกเพราะมองว่าตัวเองไม่สามารถรับมือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ดีพอ

แต่หากเลือกไม่ลาออก หลายประเทศมักพบสถานการณ์ที่รัฐบาลเป็นอัมพาตจากการไม่เป็นที่นิยมของผู้นำ แต่ในหลายประเทศ ประชาชนกลับไม่คาดหวังว่าผู้นำจะลาออกอย่างจริงใจ แม้แต่ในช่วงเวลาที่ผู้นำไม่เป็นที่นิยมที่สุด

ถึงอย่างนั้น ถ้าจะบอกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเกียรติยศ การรักษาหน้า และความเคารพในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ถ้าลักษณะเหล่านี้มีความสำคัญต่อวัฒนธรรม ทำไมในวัฒนธรรมเอเชียอื่น ๆ ที่อาจมีความคล้ายคลึงกันจึงไม่ปรากฏภาพนี้

ผู้นำทางการเมืองของหลายประเทศไม่รู้สึกจำเป็นต้องลาออก แม้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นที่รังเกียจมากจนประชาชนนับล้านลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องการลาออกของพวกเขาก็ตาม

หนึ่งคนที่เคยศึกษาเรื่องนี้คือ รูธ เบเนดิกต์ นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน เคยระบุไว้ในหนังสือ “ดอกเบญจมาศกับดาบ: การศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น” ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่นจากมุมมองของชาวตะวันตก

เบเนดิกต์ได้รับมอบหมายจากสำนักงานข้อมูลสงครามของสหรัฐฯ ให้ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้หลังจากที่เธอไปเยือนญี่ปุ่น

ในหนังสือเล่มนี้ เธอแนะนำวัฒนธรรมญี่ปุ่นว่าเป็น “วัฒนธรรมแห่งความละอาย” (Culture of Shame) โดยไม่ใช่ “วัฒนธรรมแห่งความผิด” (Culture of Guilt)

เธอยกตัวอย่างว่า หากพบขยะบนภูเขาในญี่ปุ่น อาจไม่ใช่ฝีมือของนักท่องเที่ยวต่างชาติเสมอไป แต่อาจเป็นชาวญี่ปุ่นเอง โดยพวกเขาจะไม่ทิ้งขยะเลยถ้ามีคนอยู่รอบ ๆ แต่เมื่อเขาแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ เขาก็อาจจะทิ้งขยะโดยไม่ลังเล

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า “สายตาของคนอื่น” เป็นมาตรฐานที่กำหนดพฤติกรรมชาวญี่ปุ่น เช่น “ฉันจะไม่ทำเพราะคนอื่นกำลังมองอยู่” หรือ “ไม่เป็นไรถ้าไม่มีใครกำลังมองอยู่”

เบเนดิกต์บอกว่า คนญี่ปุ่นเกลียดการถูกทำให้อับอาย เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองอับอายต่อหน้าคนอื่น ความสุภาพเรียบร้อยจึงถูกมองว่าเป็น “ความงาม” มาตั้งแต่สมัยโบราณ และเมื่อเทียบกับชาวต่างชาติแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะขี้อายและไม่เก่งในการแสดงออก

นอกจากนี้ คำสอนของบูชิโดซึ่งเน้นย้ำถึง “เกียรติยศเหนือความยุติธรรม” ยังถูกเพิ่มเข้ามาด้วย และเกิดวัฒนธรรมแห่งความละอายขึ้นตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนในประวัติศาสตร์

มีความเชื่อว่า ตราบใดที่วัฒนธรรมแห่งความละอายยังคงอยู่ ความสงบเรียบร้อยของญี่ปุ่นจะคงอยู่ อย่างไรก็ตาม หากคนญี่ปุ่นสูญเสียความรู้สึกละอายและไม่รู้สึกละอายอีกต่อไป ญี่ปุ่นอาจเข้าสู่ยุคที่ไร้ระเบียบ และความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนไปสู่ ​​“วัฒนธรรมแห่งความโลภ” ที่การกระทำถูกกำหนดโดยความปรารถนาของตนเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าแรงจูงใจที่ผลักดันให้นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐญี่ปุ่นตัดสินใจลาออกจะมาจากอะไร แต่ผลที่ตามมาคือการสร้างประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น

ความรู้สึกชัดเจนว่า นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของญี่ปุ่นถูกคาดหวังให้ลาออก เช่นเดียวกับบรรดาผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าพวกเขา ทำให้การลาออกทุกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุก 1-2 ปี เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ หากนักการเมืองคนใดไม่เป็นที่นิยมมากเกินไป เขาก็ต้องลาออก

ยิ่งพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเป็นที่คาดหวังมากเท่าไร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและนักการเมืองในญี่ปุ่นก็จะยิ่งคิดว่านี่เป็นเพียงวิธีการทำงาน “ตามปกติ” ของระบบของญี่ปุ่นเท่านั้น

 

เรียบเรียงจาก The Atlantic / The Media Line / ICTJ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ