วันที่ 22 ก.ค. ทำเนียบขาวประกาศว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งเป็นองค์กรด้านวัฒนธรรมและการศึกษาของสหประชาชาติ โดยระบุว่าเป็นองค์กร “โวก” (woke) และ “สร้างความแตกแยก”
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ทรัมป์จะนำสหรัฐฯ ออกจากยูเนสโก โดยตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกเขาเคยประกาศออกจากยูเนสโกแล้ว แต่ถูก โจ ไบเดน ยกเลิกไป
ทั้งนี้ การถอนตัวจากยูเนสโกจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2026
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการตั้งข้อสงสัยอย่างลึกซึ้งต่อกลุ่มพหุภาคีต่าง ๆ รวมถึงสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และพันธมิตรนาโต
แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “ยูเนสโกสนับสนุนโวก และความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ชาวอเมริกันลงคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างสิ้นเชิง”
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวหายูเนสโกว่า สนับสนุน “การพัฒนาระหว่างประเทศแบบโลกาภิวัตน์และอุดมการณ์ ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายต่างประเทศที่เน้นอเมริกาต้องมาก่อนของเรา”
แถลงการณ์ระบุว่า การที่ยูเนสโกตัดสินใจรับปาเลสไตน์เป็นรัฐสมาชิกนั้น “เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ขัดต่อนโยบายของสหรัฐฯ และมีส่วนทำให้เกิดวาทกรรมต่อต้านอิสราเอลอย่างกว้างขวาง”
ด้าน ออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการยูเนสโก กล่าวว่า เธอรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการตัดสินใจของทรัมป์ แต่ก็ “คาดการณ์ไว้แล้ว และยูเนสโกได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้แล้ว”
ยูเนสโกกล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อโครงการที่ได้รับเงินทุนจากสหรัฐฯ โดยอาซูเลย์บอกว่า ยูเนสโกได้กระจายแหล่งเงินทุน โดยได้รับงบประมาณเพียงประมาณ 8% จากสหรัฐฯ
ยูเนสโกเป็นหนึ่งในองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งที่ทรัมป์ถอนตัวออกในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ไม่ว่าจะเป็น องค์การอนามัยโลก ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อกลับมาในสมัยสอง เขาได้นำมาตรการเหล่านี้กลับมาใช้อีกครั้ง
ไมค์ วอลต์ซ ผู้ได้รับเลือกให้เป็นทูตประจำสหประชาชาติของทรัมป์ กล่าวในเดือนนี้ว่า สหประชาชาติจำเป็นต้องปฏิรูป พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่า “เราสามารถทำให้สหประชาชาติกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้”
ทางฝั่งอิสราเอลยินดีกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยกล่าวหายูเนสโกว่า “มีอคติต่ออิสราเอลอย่างต่อเนื่อง”
กิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับ “การสนับสนุนทางศีลธรรมและความเป็นผู้นำ” และกล่าวว่า “การเลือกปฏิบัติต่ออิสราเอลต้องยุติลง ทั้งในหน่วยงานนี้และหน่วยงานวิชาชีพของสหประชาชาติทั้งหมด”
อาซูเลย์กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ให้เหตุผลในการถอนตัวเช่นเดียวกับเมื่อ 7 ปีก่อน “แม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ความตึงเครียดทางการเมืองก็ลดลง และยูเนสโกในปัจจุบันถือเป็นเวทีที่หาได้ยากสำหรับการบรรลุฉันทามติเกี่ยวกับลัทธิพหุภาคีที่เป็นรูปธรรมและมุ่งเน้นการปฏิบัติ”
เธอเสริมว่า “ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ยังขัดแย้งกับความเป็นจริงของความพยายามของยูเนสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการต่อต้านการต่อต้านชาวยิว”
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับยูเนสโกตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งในปี 1945 โดยได้ถอนตัวครั้งแรกในปี 1984 เพื่อประท้วงข้อกล่าวหาเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินที่ผิดพลาดและอคติต่อต้านสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น
สหรัฐฯ กลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งในปี 2003 ในยุคประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช แต่ในปี 2011 รัฐบาลโอบามาประกาศว่า จะระงับการให้เงินทุนแก่องค์การยูเนสโก หลังจากการลงมติให้ปาเลสไตน์เป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ
รัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ประกาศในปี 2017 ว่าจะลาออกหลังจากกล่าวหาว่า ยูเนสโกมีอคติต่ออิสราเอล ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีไบเดนจะยกเลิกการตัดสินใจในปี 2023
เรียบเรียงจาก Reuters