เมื่อคืนวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยส่งโดรนเกือบ 600 ลำ และขีปนาวุธอีก 31 ลูก โจมตีใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน
เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การโจมตีพุ่งเป้าไปที่ย่านที่อยู่อาศัย รวมถึงสถานที่ทางการทูตและธุรกิจ ส่งผลให้สำนักงานของบริติชเคาน์ซิล สำนักงานผู้แทนสหภาพยุโรป บริษัทของตุรกี และสถานทูตอาเซอร์ไบจานได้รับความเสียหาย
การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 21 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 63 คน
ผู้เสียชีวิตจำนวนมากอยู่ในอาคารที่พักอาศัย 5 ชั้น ในเขตดาร์นิตสกี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเคียฟ ซึ่งถูกขีปนาวุธตกใส่จนทำให้ถล่มลงมา โดยหน่วยกู้ภัยได้นำรถขุดเข้ามาเก็บกวาดซากปรักหักพัง ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคาร
การโจมตีเกิดขึ้นหลังจากความพยายามทางการทูตที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม และสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งแก่สหภาพยุโรปและอังกฤษ
โดย เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนอีกครั้งว่า รัสเซียจะไม่หยุดสร้างความหวาดกลัวให้ยูเครน โดยสังหารพลเรือนและยังพุ่งเป้าไปที่สำนักงานของสหภาพยุโรป
ขณะที่ คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการจงใจที่จะยกระดับความขัดแย้งและล้อเลียนความพยายามสร้างสันติภาพ
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประณามการโจมตีดังกล่าว และกล่าวหาประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ว่าทำลายความหวังที่จะเกิดสันติภาพ
ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอังกฤษได้เรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคารสำนักงานของบริติชเคาน์ซิลได้รับความเสียหาย
ด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้โลกรู้คำตอบว่ารัสเซียเลือกขีปนาวุธแทนโต๊ะเจรจา พร้อมกับย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการคว่ำบาตรเข้มงวดรอบใหม่ต่อรัสเซีย
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 19 ขณะที่ ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มีกำหนดเดินทางเยือน 7 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียและเบลารุสในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า