สำนักข่าวคีรีโพสต์ของกัมพูชา รายงานสถานการณ์ชาวกัมพูชาเดินทางกลับมาหางานทำในประเทศอีกครั้ง ภายหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชามีผลบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลา 1 เดือน และสถานการณ์ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ชาติเริ่มคลี่คลาย
คีรีโพสต์ระบุว่า ชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศในช่วงที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนปะทุ เริ่มเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาวะหนี้สินที่บีบคั้น และไม่สามารถหางานทำในประเทศได้ เพราะตำแหน่งงานที่มีในกัมพูชาต้องการบุคคลที่มีทักษะสูง ไม่สามารถเข้าทำงานได้
นั่นทำให้พวกเขาเหลือเพียงทางรอดเดียวคือ การเดินทางกลับมาหางานในประเทศไทย
หนึ่งในชาวกัมพูชาระบุว่า ตอนนี้สามีของเธอต้องแบกรับภาระหนี้สินจากการกู้ธนาคารราว 400,000 บาท พร้อมค่าเล่าเรียนของลูก ดังนั้น สามีของเธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับไทยอีกครั้ง แม้จะเป็นห่วงความปลอดภัย แต่เพื่อความอยู่รอดจะกลับไปหางานรับเหมาก่อสร้างอีกครั้ง
ขณะที่ หลง แก้ว ชาวเสียมเรียบ คนงานรับเหมาก่อสร้าง ระบุว่า เขามีรายได้จากการทำงานในประเทศไทยราว 12,000 บาทต่อเดือน ก่อนการปะทะทางทหารจะเกิดขึ้น แต่เขาตัดสินใจไม่เดินทางกลับกัมพูชา เพราะมีหนี้สินจากการกู้ธนาคารเพื่อสร้างบ้านราว 470,000 บาท มีภาระเลี้ยงดูลูก ๆ และแม่ที่ป่วย
หากเดินทางกลับกัมพูชา เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะหางานได้หรือไม่ ส่วนเรื่องของความปลอดภัยเขาก็กังวลอยู่บ้าง แต่ตราบใดที่เขามีรายได้เพื่อสนับสนุนครอบครัว เขาคิดว่าดีกว่าที่จะทำให้ครอบครัวลำบาก
แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มีต่อชาวกัมพูชาต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เสี่ยงที่คนเหล่านี้จะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยระหว่างเดือนกรกฏาคมถึงสิงหาคม ทางการไทยจับกุมชาวกัมพูชาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแล้ว 640 คน ที่จังหวัดสระแก้ว
ขณะที่สถาบันพัฒนาทรัพยากรกัมพูชา (CDRI) ชี้ว่า แรงงานชาวกัมพูชากว่า 720,000 คน จากทั้งสิ้น 910,000 คน จะเดินทางข้ามแดนกลับไทยไปหางานทำ ซึ่งมีเพียง 21% สามารถหางานทำได้ แต่กว่าครึ่งนั้นยังคงตกงาน
ในช่วงระหว่างความขัดแย้งด้านพรมแดนปะทุขึ้น ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้เรียกร้องให้ชาวกัมพูชากลับประเทศ พร้อมระบุว่า มีงานมากกว่า 2 แสนตำแหน่งรอให้พวกเขากลับมาทำ แต่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ฮุนเซนมีการขู่ชาวกัมพูชาว่า หากไม่เดินทางกลับประเทศจะมีการยึดที่ดินและถอดสัญชาติ จึงทำให้แรงงานกัมพูชาเกิดความกลัวและเดินทางกลับประเทศ