นับตั้งแต่ “ทามาก็อตจิ” (Tanagotchi) รุ่นแรกออกวางขาย บริษัทบันได นัมโค โฮลดิงส์ (Bandai Namco Holdings) ได้ออกแบบทามาก็อตจิรุ่นใหม่ ๆ ตามมา แต่การมาของเทรนด์ “ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก” หรือ คิดดัลต์ (Kidult) ได้ทำให้ทามาก็อตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ทามาก็อตจิเป็นหนึ่งในหลายตัวอย่างของเกมยุค 90 ที่กลับมาได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใหญ่ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าการโหยหาอดีตสะท้อนถึงความต้องการหลีกหนีจากความเป็นจริง (escapism)
แถลงการณ์ของบริษัทบันได นัมโคระบุว่า กระแสทามาก็อตจิในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่น แต่ยังดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศที่เคยสัมผัสกับช่วงที่ทามาก็อตจิบูมครั้งแรกด้วย คนสองเจเนอเรชัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็สนุกไปกับมัน
สำหรับคนรุ่น Gen Z ของเล่นนี้ยังถูกมองว่าเป็นแฟชั่นอีกด้วย
ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา บันได นัมโค ได้เปิดตัว “ทามาก็อตจิ พาราไดส์” (Tamagotchi Paradise) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 37 ของทามาก็อตจิ ที่ราคา 6,380 เยน หรือราว 1,400 บาท โดยรุ่นล่าสุดนี้สามารถเชื่อมต่อกัน ทำให้สัตว์เลี้ยงต่อสู้หรือผสมพันธุ์ได้
ตลาดต่างประเทศก็เป็นแรงขับสำคัญต่อความสำเร็จของทามาก็อตจิ โดยญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาด 49% ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 33% ยุโรป 16% และเอเชีย (ไม่นับญี่ปุ่น) 2%
เมื่อปีที่แล้ว บันได นัมโค ได้เปิดร้านทามาก็อตจิในอังกฤษ หลังยอดขายในต่างประเทศหนุนการเติบโต และยังมีร้านค้าในนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และมาดริดด้วย
เกมที่ผู้เล่นต้องดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนจริงที่มีความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ กลายเป็นฮิตทันทีในญี่ปุ่น และสร้างกระแสไปทั่วโลก หลังจำหน่ายในต่างประเทศในปี 1997
ทามาก็อตจิขายได้ 10 ล้านเครื่องภายใน 8 เดือนแรกหลังวางจำหน่าย และกลายเป็นของเล่นที่ใคร ๆ ต้องรู้จัก แต่หลังจากนั้นกระแสก็เริ่มซาลง และบริษัทต้องเผชิญปัญหาสต็อกสินค้าล้น จนเกิดการขาดทุนและต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ทามาก็อตจืรุ่นที่ออกมาตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น เช่น ในปี 2004 ทามาก็อตจิรุ่นใหม่ที่สามารถสื่อสารกันได้ผ่านอินฟราเรด ขายได้ถึง 5 ล้านเครื่องในปีแรก
ส่วนเวอร์ชันปี 2018 “ออริจินอล ทามาก็อตจิ” (Original Tamagotchi) ที่จับมือกับแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง ก็ขายได้ถึง 11.5 ล้านเครื่องภายในสิ้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา