เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 68 สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ได้โพสต์ภาพที่แคปมาจากหน้าจอแชต โดยระบุว่า เป็นข้อความจากทหารกัมพูชาที่อยู่ในแนวหน้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ข้อความดังกล่าวระบุว่า “ตอนนี้พวกเราทุกข์ใจมาก หัวหน้าใหญ่สั่งห้ามยิง พวกสยามมายิงพวกเราในป่า เราไม่ได้กลับบ้าน พวกเขากลับตายอยู่ที่นี่ ไม่นานหลังจากนี้สถานการณ์จะเลวร้ายลง”
ทั้งนี้ ไม่มีการระบุว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาจากทหารที่ตำแหน่งใดหรือวันเวลาใด
ขณะเดียวกัน สม รังสี ยังโพสต์ข้อความว่า “เราสูญเสียแผ่นดิน เราสูญเสียภูเขา เราสูญเสียวัดวาอาราม หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ชาวกัมพูชาอาจสูญเสียประเทศชาติ”
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. สม รังสี ยังวิเคราะห์สถานการณ์ความยากลำบากของ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต ในเวลานี้
สม รังสี ระบุว่า ฮุน เซน รู้สึกขอบคุณทรัมป์อย่างสุดซึ้ง เพราะหากการปะทะทางทหารระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทยยังคงดำเนินต่อไปอีก 1 หรือ 2 สัปดาห์ ระบอบการปกครองแบบ “พ่อลูก” (ฮุน เซน-ฮุน มาเนต) คงล่มสลายอย่างแน่นอน
ฮุนเซนเคยประกาศว่า จะนำกองทัพของเขาไปกรุงเทพฯ แต่หลังจากตระหนักถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกองทัพไทย เขาก็เริ่มหวาดกลัวต่อความเป็นไปได้ที่เครื่องบินขับไล่ของไทยจะทิ้งระเบิดใส่ค่ายทหารตวลกระแซงของเขาใกล้กรุงพนมเปญโดยตรง
สม รังสี บอกอีกว่า ฮุน เซน รู้สึกผิดหวังและหงุดหงิดกับจีนอย่างมาก เพราะเขาตระหนักว่า ปักกิ่งได้หลอกลวงเขา เช่นเดียวกับที่หลอก พล พต ก่อนหน้านี้ โดยจีนจะปล่อยให้ระบอบการปกครองของ ฮุน เซน ล่มสลายโดยไม่ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชาแต่อย่างใด ในทางกลับกัน จีนกลับดำเนินการซ้อมรบร่วมกับไทยแทน
ฮุนเซนเงียบกริบราวกับซ่อนตัวอยู่ในโพรงหนูด้วยความอับอายและความกลัว เขากล่าวว่า กัมพูชาไม่กล้าเผชิญหน้ากับไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียดินแดน กระนั้น นับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิง กัมพูชาก็ยังคงสูญเสียดินแดนอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก นี่แสดงให้เห็นว่า ฮุน เซน ไร้ความสามารถและอ่อนแออย่างยิ่ง เขากลัวที่จะสูญเสียอำนาจของครอบครัวมากกว่าที่กลัวว่ากัมพูชาจะสูญเสียดินแดน
ฮุนเซนประกาศว่า กัมพูชาวางแผนที่จะซื้อเครื่องบินขับไล่เพื่อป้องกันดินแดนของตน ในความเป็นจริงแล้วไม่มีงบประมาณสำหรับการซื้อเช่นนี้ แม้ว่าจะมี ฮุนเซนก็ไม่กล้าให้กองทัพกัมพูชาครอบครองเครื่องบินขับไล่ เพราะเขากลัวว่านักบินชาวกัมพูชาผู้รักชาติและสนับสนุนประชาธิปไตยอาจใช้เครื่องบินเหล่านี้ทิ้งระเบิดบ้านของเขาเอง เพื่อยุติระบอบเผด็จการและทรยศชาติที่ปกครองโดยสองพ่อลูก
สม รังสี บอกว่า ฮุน มาเนต ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์กอย่างขี้ขลาด ต่างจากที่เขาหรือบิดาของเขาเคยทำในปีก่อน ๆ
คราวนี้เขาไม่กล้าพูดต่อสาธารณะ เพราะกลัวว่าจะต้องปกปิดความจริง และผู้คนอาจซักถามถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของบิดา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของเขากับกลุ่มมาเฟียจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีประเทศใดในสหประชาชาติที่สนับสนุนระบอบพ่อลูกที่ล้าสมัยนี้อีกต่อไป ทำให้ระบอบนี้โดดเดี่ยวและเสื่อมเสียศักดิ์ศรีอย่างที่สุด