จำนวนคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้ที่หายตัวไปในเงามืดของโลกอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล พวกเขาถูกล่อลวงด้วยคำสัญญาว่าจะได้งานที่มีรายได้สูง แต่สุดท้ายกลับถูกค้ามนุษย์ ทรมาน หรือแม้กระทั่งถูกฆ่าตาย
คนหนุ่มสาวหลายคนที่หนีจากตลาดแรงงานซบเซาในประเทศ ถูกขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติล่อลวงให้ทำงานในธุรกิจหลอกลวงออนไลน์และการพนันผิดกฎหมาย ขณะที่บางคนสมัครใจเข้าร่วมด้วยความโลภอยากได้เงินง่าย ๆ
แต่สุดท้ายทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อ ถูกแสวงหาผลประโยชน์โดยองค์กรอาชญากรรมที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ชายแดนที่ไร้กฎหมายของกัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
ในเกาหลีใต้ การเพิ่มขึ้นของคดีเหล่านี้ได้จุดชนวนให้เกิดการตั้งคำถามระดับชาติว่า เหตุใดหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของเอเชีย ซึ่งขึ้นชื่อด้านการศึกษาและเทคโนโลยีล้ำสมัย จึงกลายเป็นแหล่งสรรหาคนให้ขบวนการหลอกลวงในต่างแดนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เถ้ากระดูกของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี นามสกุลว่า “พัค” ถูกส่งกลับถึงบ้านเกิดในที่สุด หลังจากเสียชีวิตมากว่าสองเดือน พัคออกจากบ้านเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยบอกครอบครัวว่าจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อร่วมงานนิทรรศการ แต่สองสัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่กลับพบศพของเขาในรถยนต์ที่จังหวัดกำปอต โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนสงสัยว่าเขาถูกจับเรียกค่าไถ่ ก่อนจะถูกทรมานจนเสียชีวิต
เมื่อข่าวการลักพาตัวเริ่มแพร่กระจาย รัฐบาลเกาหลีใต้จึงสั่งห้ามการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงในกัมพูชา ขณะที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนเรื่องนี้โดยเร่งด่วน
ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเริ่มยกเลิกการเดินทางไปกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อสองสัปดาห์ก่อนว่า มีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชาไม่ต่ำกว่า 550 คดี ระหว่างเดือนมกราคมปีที่แล้วจนถึงสิงหาคมปีนี้
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีชาวเกาหลีใต้พยายามเดินทางออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัปดาห์ก่อน พนักงานสายการบินโคเรียนแอร์รายงานว่าได้สกัดนักศึกษามหาวิทยาลัยรายหนึ่งไว้ได้ก่อนขึ้นเครื่องไปพนมเปญ หลังเขาอ้างว่ากำลังเดินทางไปทำงานในต่างประเทศที่มีรายได้สูง
สุดสัปดาห์ที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกจับกุมในกัมพูชาฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ถูกส่งตัวกลับประเทศ ก่อนที่ศาลจะอนุมัติหมายจับ 59 คนในนี้
แต่ โจ โฮ-ยอน นักเคลื่อนไหวต่อต้านการพนันในเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นผู้กระทำผิดที่บริหารบ่อนคาสิโนผิดกฎหมายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะกลับตัวมาทำงานด้านต่อต้านอาชญากรรมในปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่าผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น โดยเขาประเมินว่าชาวเกาหลีใต้ที่ครอบครัวกำลังพยายามตามหา คิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 20–30% ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงในกัมพูชา
เช่นเดียวกับทางการเกาหลีใต้ที่เตือนว่าจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ตกเป็นเหยื่อจริงๆ อาจมีมากกว่าตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการมาก โดยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ประเมินว่า มีชาวเกาหลีใต้ มากกว่า 1,000 คน ที่ถูกกักขังอยู่ในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา
ด้านกลุ่มวิจัยอิสระ Cyber Scam Monitor ระบุว่าในกัมพูชาเพียงประเทศเดียว มีศูนย์หลอกลวงออนไลน์และคาสิโนมากกว่า 200 แห่ง โดยอ้างอิงจากคำให้การของอดีตผู้ทำงานในขบวนการเหล่านี้ การสำรวจภาคสนาม และรายงานจากสื่อมวลชน
รายงานจากสื่อเกาหลีชี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ
ตัวเลขจากกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้ราว 2,000–3,000 คน ที่เดินทางไปยังกัมพูชาแล้วยังไม่กลับประเทศ
คิม ยูบิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันแรงงานเกาหลี (Korea Labour Institute) มองว่าความสนใจงานในต่างประเทศที่มากขึ้นนี้สะท้อนถึงภาวะวิกฤตของตลาดแรงงานภายในประเทศ
คิมอธิบายว่า บริษัทเกาหลีใต้หลายแห่งกำลังลดจำนวนการจ้างงานใหม่ และเน้นรับเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งทำให้วัยรุ่นยุคนี้หางานทำได้ยากมาก
สำนักข่าว The Korea Herald รายงานว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับตลาดแรงงานที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแรงงานวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15 ถึง 29 ปี
ขณะที่รายงานของสำนักข่าว Korea JoongAng Daily ระบุว่า หนุ่มสาวในเกาหลีใต้ต้องใช้เวลานานกว่าปีก่อนๆ กว่าจะหางานได้ โดยแรงงานอายุต่ำกว่า 40 ปีจำนวนมากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือน กว่าจะได้งานทำ
ข้อมูลจาก The Korea Herald ยังระบุว่าร้อยละ 75 ของผู้ว่างงานรู้สึกว่าในเกาหลีใต้ไม่มีตำแหน่งงานที่มีคุณภาพเพียงพอ ขณะที่ร้อยละ 32 ระบุว่างานที่มีอยู่นั้นค่าจ้างไม่มากพอ
พัค ชานแด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ และมีบทบาทในการช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ 16 คนในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน กล่าวว่า กล่าวว่า องค์กรอาชญากรรมกำลังหาประโยชน์จากผู้ที่เปราะบางและสิ้นหวังกับการหางานทำ
“รูปแบบอาชญากรรมใหม่ๆ กำลังมีความซับซ้อนมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลและเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ เยาวชนผู้สิ้นหวังซึ่งขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ” สส.พัคกล่าว
ด้าน อ๊ก แฮ-ชิล มิชชันนารีชาวเกาหลีใต้ และรองประธานสมาคมชาวเกาหลีในกัมพูชากล่าวว่า สังคมเกาหลีใต้ปลูกฝังให้ผู้คนไล่ตามเงินเดือนสูง ๆ ในบริษัทใหญ่เท่านั้น ทำให้ผู้คนมักจะมองหางานที่ให้ค่าตอบแทนสูง ซึ่งประกาศรับสมัครงานของแก๊งมิจฉาชีพก็มักจะใช้จุดนี้ในการล่อลวง
“มันเจ็บปวดใจเกินกว่าจะมองว่านี่เป็นเพียงปัญหาส่วนตัว หากในเกาหลีใต้มีสภาพแวดล้อมที่เยาวชนสามารถหางานทำและดำรงชีวิตได้ด้วยผลตอบแทนที่เหมาะสม แม้จะไม่มากนัก พวกเขาก็คงไม่เลือกเส้นทางนี้ แต่การศึกษาของเรามุ่งเน้นแต่การไล่ตามเงินเดือนสูงในบริษัทยักษ์ใหญ่และรัฐวิสาหกิจมานานเกินไป” อ๊ก แฮ-ชิล กล่าว
ทั้งนี้ อ๊ก แฮ-ชิล เสริมว่า บางคนมาด้วยความตั้งใจดี อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แต่นั่นเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาเพราะอยากได้เงิน โดยคิดว่าใครจะได้รับผลกระทบก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าชาวเกาหลีใต้ถูกตั้งราคาสูงในการค้ามนุษย์ลักษณะนี้ โดยอาชญากรรมที่พบมากในหมู่ผู้ถูกลักพาตัวคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรืออาชญากรรมหลอกโอนเงิน (voice phishing) ซึ่งสร้างความเสียหายทางการเงินร้ายแรงในเกาหลีใต้มากกว่าหลายประเทศ ทำให้มีการคาดเดาว่าอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เหยื่อชาวเกาหลีใต้มีมูลค่าสูง
โอ ชางซู มิชชันนารีชาวเกาหลีใต้อีกคนหนึ่งซึ่งช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ในกัมพูชาเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ YTN ของเกาหลีใต้ว่า แก๊งอาชญากรรมชาวจีนยอมจ่ายเงินมากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว เพื่อแลกตัวชาวเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นราคาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกสัญชาติ
บทความของ The Diplomat เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ระบุว่า เหตุผลที่เหยื่อชาวเกาหลีใต้มีมูลค่าสูงสุด มีอยู่สองประการ หนึ่งคือ แก๊งหลอกลงทุนและกลุ่มสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหลอกเงินจากเหยื่อชาวเกาหลีใต้ได้มหาศาล ตัวอย่างเช่น ในปี 2023 เพียงปีเดียว แผนหลอกลงทุนออนไลน์จากแก๊งชาวเกาหลีใต้ในภูมิภาคนี้โกยเงินจากเพื่อนร่วมชาติไปกว่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สองคือ ครอบครัวของเหยื่อเกาหลีใต้มักยอมจ่ายค่าไถ่จำนวนมาก เพื่อให้คนที่ถูกจับกลับบ้าน เช่น ในเดือนสิงหาคม เหยื่อรายหนึ่งได้รับการปล่อยตัวหลังครอบครัวโอนเงินคริปโทมูลค่าราว 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้ลักพาตัวในกัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ชาวเกาหลีใต้จึงมักจะตกเป็นเป้าหมายของการล่อลวง บังคับทำงาน และขายต่อมากเป็นพิเศษ