ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ในลุ่มน้ำต่างๆ ของสปป.ลาว ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนไปยังเวียดนามและทั้งระบบแม่น้ำโขง ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความต้องการแร่หายากจากจีนเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมนี้ขยายตัวเข้าสู่สปป.ลาว แม้ว่าในปัจจุบันการทำเหมืองแร่หายากจะยังผิดกฎหมายในสปป.ลาวก็ตาม
เว็บไซต์ “มองกาเบย์” (Mongabay) ซึ่งเป็นองค์กรสื่ออิสระด้านสิ่งแวดล้อมรายงานว่า งานวิจัยจาก “ศูนย์สติมสัน” (Stimson Center) สถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ พบว่า จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธอย่างน้อย 27 แห่ง เปิดทำการในลุ่มน้ำต่างๆ ของสปป.ลาวตั้งแต่ปี 2022 รวมถึง 7 แห่งที่เปิดในปีนี้ และพบว่า ในจำนวนนี้ 23 แห่งตั้งอยู่ในเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเหมืองเหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทางการหรือไม่
ในจำนวนนี้ เหมือง 15 แห่งตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง 12 แห่งอยู่ในแม่น้ำคาน และ 3 แห่งอยู่ในแม่น้ำเงี้ยบ ซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยลุ่มน้ำโขงถือเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญ และหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนกว่า 50 ล้านคน
นอกจากนี้ ศูนย์สติมสันยังระบุว่ามี เหมืองแร่แรร์เอิร์ธอีก 10 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำฮาว และแม่น้ำซ่าน ในลุ่มแม่น้ำม่า ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงข้ามพรมแดนต่อเวียดนาม แต่ยังอาจกระทบต่อเขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติน้ำซำ ที่ตั้งอยู่บนพรมแดนลาว–เวียดนาม
ในเมียนมา การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเคยสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงให้กับชุมชนในพื้นที่ปลายน้ำของไทย นำมาซึ่งการสอบสวนและเผยให้เห็นถึงอันตรายของการทำเหมืองที่ไร้การควบคุมซึ่งส่งผลต่อแม่น้ำ
แต่ในสปป.ลาว ที่มีการจำกัดเสรีภาพสื่อและการรวมกลุ่มของประชาชนอย่างเข้มงวด อุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธซึ่งเพิ่งเกิดขึ้น ยังคงดำเนินไปโดยแทบไม่มีการกำกับดูแลจากรัฐบาล ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนหรือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จึงยังไม่ชัดเจนว่าการทำเหมืองเหล่านี้ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นตามจำนวนเหมืองที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่า สปป.ลาวจะประกาศห้ามทำเหมืองแรร์เอิร์ธตั้งแต่ปี 2017 แต่แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับภาคอุตสาหกรรมเหมืองในประเทศระบุว่า บริษัทเหมือง โดยเฉพาะบริษัทที่มีนักลงทุนจีนหนุนหลัง ได้หาทางเลี่ยงข้อห้ามผ่านระบบอุปถัมภ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า เหมืองหลายแห่งอาจได้รับใบอนุญาตไม่เป็นทางการจากระดับจังหวัดหรืออำเภอ แม้จะไม่มีอำนาจให้ทำเช่นนั้นก็ตาม
ในปี 2023 สปป.ลาว ส่งออกแร่แรร์เอิร์ธมูลค่า 104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400 ล้านบาท) คิดเป็น 1 ใน 10 ของที่เมียนมาส่งออก 1,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,000 ล้านบาท) ในปีเดียวกัน โดยทั้งสองประเทศต่างส่งออกไปยังจีนเพียงประเทศเดียว
ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกแร่ทั้งหมดของสปป.ลาวไปยังจีนในปี 2023 อยู่ที่ 876 ล้านดอลลาร์ (ราว 28,000 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธของสปป.ลาวยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกในอนาคต