ความรู้สึก “เขินอาย” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เวลาที่เรารู้สึกเขินอาย มักเกิดอาการหน้าแดง (Blushing) ขึ้นมาทันที ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่คอและแก้ม มิหนำซ้ำยิ่งคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหน้าแดงมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งถ้ามีคนถามว่า “หน้าแดงเหรอ?” ก็ยิ่งทำให้หน้าแดงมากขึ้นไปอีก
แล้วทำไมคนเราถึงต้องหน้าแดง? เมื่อเรารู้สึกไม่มั่นใจอยู่แล้ว ปฏิกิริยาที่ไม่ตั้งใจนี้อาจรู้สึกเหมือนเป็นการลงโทษเพิ่มเติม แต่หลักวิทยาศาสตร์วิวัฒนาการชี้ให้เห็นว่า การหน้าแดงอาจมีข้อดีที่คาดไม่ถึง
การหน้าแดงคืออะไร?
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ประเทศออสเตรเลีย อธิบายว่า การหน้าแดงคือปฏิกิริยาที่มองเห็นได้ของร่างกายเมื่อเรารู้สึกถึงอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความเขินอาย ความขี้อาย หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง เกิดจากการไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันไปยังผิวหนังบริเวณหู ใบหน้า คอ หรือหน้าอก
นักวิจัยบอกว่า เมื่ออารมณ์ถูกกระตุ้นให้เกิดการหน้าแดง ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) จะทำงานและปล่อยอะดรีนาลิน (เอพิเนฟริน) ออกมา
ระบบประสาทซิมพาเทติก คือ ระบบประสาทอัตโนมัติที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความเครียด โดยกระตุ้นการตอบสนองแบบ “สู้หรือหนี” (Fight-or-Flight)
ในส่วนอื่นของร่างกาย อะดรีนาลินจะทำให้หลอดเลือดหดตัว แต่บริเวณใบหน้า มันกลับทำตรงกันข้าม คือทำให้หลอดเลือดขยายตัว ซึ่งหมายความว่าเลือดจะไหลเวียนไปยังผิวหนังมากขึ้น ทำให้ใบหน้ารู้สึกร้อน
เราจึงหน้าแดงเพราะเลือดที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็วไปยังผิวหนัง
คนที่มีผิวขาวจะเห็นอาการหน้าแดงได้ชัดเจนกว่า ในคนที่มีผิวสีเข้ม การเปลี่ยนแปลงอาจมองเห็นได้น้อยหรือไม่เห็นเลย แต่กระบวนการทางสรีรวิทยาเดียวกันก็ยังคงเกิดขึ้น
ไม่ว่าคนอื่นจะเห็นหรือไม่ คุณก็จะยังรู้สึกร้อนหรือรู้สึกซ่า ๆ ที่ใบหน้าอยู่ดี
ประโยชน์ของการหน้าแดง
คนเราหน้าแดงเมื่อรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก ซึ่งโดยทั่วไปเกิดจากการถูกจับตามองจากสังคมโดยไม่พึงประสงค์
ดังนั้น แม้ว่าระบบ “สู้หรือหนี” จะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การหน้าแดงก็ไม่ใช่การเตรียมตัวรับมือกับอันตราย แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันวิวัฒนาการมาเป็นสัญญาณทางสังคม เป็นวิธีแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรารู้ตัวว่าทำผิดพลาดหรือรู้สึกอับอาย
นักวิจัยบอกว่า “การหน้าแดงสามารถช่วยสร้างความไว้วางใจได้” เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าการหน้าแดงเป็นสัญญาณของความซื่อสัตย์หรือความจริงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะมันเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ การหน้าแดงอาจเป็นการขอโทษโดยไม่ใช้คำพูดสำหรับความผิดพลาดทางสังคม ซึ่งสามารถช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมหลังจากความผิดพลาดนั้นได้
อารมณ์ที่แตกต่างกันสามารถทำให้เราหน้าแดงได้ แต่กลไกนั้นเหมือนกัน คือ การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังใบหน้าและทำให้เรารู้สึกร้อน
ความแตกต่างคือ การหน้าแดงแบบอื่น เช่น จากความโกรธ เป็นสิ่งที่เกิดจากความตื่นเต้นและความหงุดหงิด ในขณะที่การหน้าแดงจากความอับอายเกิดจากความตระหนักรู้ในตนเองและอารมณ์ทางสังคม
นักวิจัยเสริมว่า ผู้คนจะหน้าแดงด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การศึกษาหนึ่งพบว่าเด็กที่มีความวิตกกังวลทางสังคมจะหน้าแดงจากความอับอายเมื่อได้รับคำชมที่เกินจริง เมื่อเทียบกับคำชมปานกลางหรือไม่มีคำชมเลย
ในการศึกษาติดตามผล นักวิจัยพบว่าเด็กที่มีคะแนนสูงในด้านความหลงตัวเอง ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญเกินจริง ต้องการการชื่นชม และขาดความเห็นอกเห็นใจ จะหน้าแดงเฉพาะเมื่อได้รับคำชมปานกลางเท่านั้น นักวิจัยเสนอว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะคำชมที่ได้รับไม่ตรงกับความรู้สึกที่เด็กมีต่อความสามารถของตนเอง
ใครมีแนวโน้มที่จะหน้าแดงมากกว่ากัน?
นักวิจัยบอกว่า ผู้หญิงและคนหนุ่มสาวมักหน้าแดงมากกว่า นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการหน้าแดงจึงมักเกี่ยวข้องกับความเยาว์วัย ความมีชีวิตชีวา และความอุดมสมบูรณ์
ผู้ที่มีความวิตกกังวลทางสังคมก็มีแนวโน้มที่จะหน้าแดงมากกว่าเช่นกัน
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นและมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เรามักจะหน้าแดงน้อยลง นี่อาจบ่งชี้ว่าเราคุ้นเคยกับบรรทัดฐานทางสังคมมากขึ้น หรือไม่รู้สึกกังวลมากนักหากเราฝ่าฝืนบรรทัดฐานเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ที่มีอาการหน้าแดงแบบผิดปกติ จนมักถูกเข้าใจผิดว่ากำลังหน้าแดง แต่ภาวะนี้อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น โรซาเซีย โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ปฏิกิริยาต่อยา และโรคแพ้ภูมิตัวเองเรื้อรัง (ลูปัส) ฯลฯ
เรียบเรียงจาก The Conversation