“ประกันสังคม” เป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องความเพียงพอของเงินบำนาญ ความโปร่งใสในการบริหารกองทุน และความพร้อมรับมือสังคมสูงวัย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าระบบไทยมีปัญหาอะไร แต่ประเทศที่จัดการเรื่องบำนาญได้ดีที่สุด เขาทำอย่างไรกัน?
รายงานดัชนีบำนาญโลก Mercer CFA Institute Global Pension Index 2025 เปิดเผยถึง 5 ประเทศที่ได้เกรด A สะท้อนระบบสวัสดิการสังคมและการออมเพื่อเกษียณที่แข็งแกร่งที่สุด มาให้ได้ดูกัน
เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์ยังคงครองตำแหน่งระบบบำนาญที่ดีที่สุดในโลกด้วยคะแนนรวมสูงสุดที่ 85.4 คะแนน โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ ความเพียงพอของเงินบำนาญ (Adequacy) ฐานสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง และกฎระเบียบที่รัดกุม แม้ปัจจุบันจะอยู่ระหว่างการปฏิรูประบบครั้งใหญ่จากการเน้นผลประโยชน์รวมหมู่ (Collective) ไปสู่ระบบการจ่ายสมทบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Defined Contribution - DC) มากขึ้น แต่เนเธอร์แลนด์ยังรักษามาตรฐานสิทธิประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้
โครงสร้างระบบบำนาญของเนเธอร์แลนด์ ประกอบด้วยบำนาญภาครัฐแบบอัตราคงที่ (Flat-rate public pension) และระบบบำนาญจากการทำงานที่เกือบจะเป็นภาคบังคับ (Quasi-mandatory occupational schemes) ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อตกลงทางอุตสาหกรรม
ในส่วนของสิทธิประโยชน์และผลตอบแทน บำนาญภาครัฐจะพิจารณาจากจำนวนปีที่พำนักในประเทศ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนปีที่ทำงาน
ส่วนด้านสวัสดิการสังคม ทุกคนที่อาศัยหรือทำงานในเนเธอร์แลนด์ต้องได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมระดับชาติ โดยมีจุดเด่นที่สวัสดิการการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
สำหรับพนักงานที่ตั้งครรภ์มีสิทธิลาคลอดได้ 100% ของค่าจ้าง เป็นเวลาอย่างน้อย 16 สัปดาห์ (หรือ 20 สัปดาห์ในกรณีครรภ์แฝด) สำหรับคู่สมรสหรือพาร์ตเนอร์มีสิทธิลาได้ 1 สัปดาห์โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และสามารถลาเพิ่มได้อีก 5 สัปดาห์ในอัตรา 70% ของเงินเดือน
นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการลาเพื่อดูแลบุตร (Parental Leave) นาน 9 สัปดาห์ โดยได้รับเงินชดเชย 70% ของค่าจ้าง หากลาภายในปีแรกหลังคลอด
อีกทั้งรัฐบาลยังดำเนินโครงการ WOZO ด้วยงบประมาณกว่า 345 ล้านยูโร เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะจำนวน 290,000 แห่ง ภายในปี 2030 เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี
ไอซ์แลนด์
ไอซ์แลนด์ได้รับคะแนนรวม 84.0 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความยั่งยืนของระบบและการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานผ่านรัฐธรรมนูญที่รับรองว่าประชาชนต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีแม้ในยามว่างงานหรือทุพพลภาพ
โครงสร้างผลตอบแทนของไอซ์แลนด์ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ บำนาญพื้นฐานจากรัฐ (Basic State Pension) ที่มีการทดสอบรายได้, กองทุนบำนาญจากการประกอบอาชีพภาคบังคับ (Mandatory Occupational) ซึ่งต้องจ่ายสมทบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง, และกองทุนสมัครใจส่วนบุคคล
ประชาชนที่พำนักอย่างถูกกฎหมายเกิน 6 เดือน ไม่ว่าจะสัญชาติใด จะเข้าสู่ระบบประกันสังคมโดยอัตโนมัติ ทำให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ในราคาประหยัดตามอัตราที่รัฐบาลกำหนด โดยระบบบำนาญไอซ์แลนด์ถูกออกแบบมาให้บูรณาการร่วมกันเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เกษียณจะมีรายได้รวมที่เพียงพอ
หรือการได้รับบำนาญเต็มอัตรา ต้องพำนักในไอซ์แลนด์รวม 40 ปี ในช่วงอายุ 15-67 ปี สามารถเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 67 ปี และมีทางเลือกให้เลื่อนการรับบำนาญไปจนถึงอายุ 80 ปีเพื่อรับเงินที่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์คณิตศาสตร์ประกันภัย
ด้านสวัสดิการครอบครัวและสุขภาพ บิดามารดามีสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้รวม 12 เดือน โดยต่างคนต่างมีสิทธิลา 6 เดือน และสามารถโอนสิทธิให้กันได้ 6 สัปดาห์ โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 80% ของรายได้เฉลี่ย (ภายใต้เพดานที่กำหนด)
และในด้านสาธารณสุข ผู้ที่อาศัยอยู่เกิน 6 เดือนจะได้รับสิทธิเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในราคาประหยัด โดยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับบริการฟรี
เดนมาร์ก
เดนมาร์กได้รับคะแนนรวม 82.3 คะแนน โดยมีความโดดเด่นอย่างมากในมิติด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่มั่นคง เริ่มจากเงินบำนาญรายเดือน ระบบบำนาญของเดนมาร์กประกอบด้วย บำนาญภาครัฐพื้นฐาน (Folkepension), บำนาญส่วนเพิ่ม ATP และบำนาญจากการทำงาน
สำหรับผู้เกษียณที่เป็นโสดจะได้รับเงินรวมประมาณ 15,527 โครนเดนมาร์กต่อเดือน (ก่อนภาษี) ขณะที่ผู้ที่สมรสหรืออยู่กินด้วยกันจะได้รับประมาณ 11,460 โครนเดนมาร์กต่อเดือน ทั้งนี้ อายุเกษียณจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นไปจนถึง 69 ปีภายในปี 2035 ตามปีเกิด
ในส่วนของเงินช่วยเหลือเด็ก หรือ Børnecheck รัฐจ่ายเงินสดแบบไม่เสียภาษีให้แก่ครอบครัวตามอายุของเด็ก โดยเด็กอายุ 0-2 ปี จะได้รับ 5,292 DKK ต่อไตรมาส และลดหลั่นลงตามช่วงอายุจนถึง 17 ปี
ด้านระบบสาธารณสุขฟรี พลเมืองที่มี "บัตรเหลือง" หรือ Yellow Health Insurance Card มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลและการรักษาในโรงพยาบาลโดย ไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยการเจ็บป่วยสูงสุด 4,865 โครนเดนมาร์กต่อสัปดาห์ หากไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ
สิงคโปร์
สิงคโปร์ก้าวขึ้นสู่เกรด A ด้วยคะแนน 80.8 โดยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (CPF) เป็นหัวใจหลัก ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บำนาญ แต่ยังครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยและการแพทย์
สำหรับกลไกการทำงานของ CPF ผู้ออมจะมีบัญชีแยกย่อย 3 บัญชี คือ บัญชีธรรมดา (OA) เพื่อการที่อยู่อาศัย, บัญชีเพื่อการแพทย์ (MA) และบัญชีพิเศษ (SA) เพื่อการเกษียณ โดยเมื่ออายุครบ 55 ปี จะมีการสร้างบัญชีเกษียณอายุ (RA) ขึ้นมา
อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทน เงินออมในบัญชี CPF จะได้รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 5% ต่อปี สำหรับสมาชิกที่อายุต่ำกว่า 55 ปี และสูงสุดถึง 6% ต่อปี สำหรับสมาชิกที่อายุ 55 ปีขึ้นไป
รัฐบาลยังมีโครงการสมทบเงินออม (Matched Retirement Savings Scheme) โดยจ่ายสมทบแบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ สูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี สำหรับผู้ที่มียอดออมไม่ถึงเกณฑ์
โครงการ CPF LIFE รับประกันการจ่ายเงินรายเดือนให้สมาชิกไปตลอดชีวิตหลังจากอายุ 65 ปี โดยใช้เงินจากบัญชีเกษียณอายุ (RA) เป็นฐานในการคำนวณ นอกจากนี้ สมาชิกยังได้รับความช่วยเหลือจาก Silver Support Scheme ซึ่งเป็นการมอบเงินสดช่วยเหลือรายไตรมาสสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยในช่วงวัยทำงาน
ด้านสวัสดิการที่พักอาศัยและสุขภาพ CPF อนุญาตให้สมาชิกนำเงินออมมาซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อให้มีบ้านเป็นของตนเองในวัยเกษียณ และมีระบบ MediSave สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการซื้อประกันสุขภาพด้วย
อิสราเอล
อิสราเอลยังคงรักษาเกรด A ไว้ได้ด้วยคะแนน 80.3 ภายใต้การบริหารจัดการของสถาบันประกันสังคมแห่งชาติ หรือ Bituach Leumi โดยอิสราเอลให้ความสำคัญกับ "ศูนย์กลางของชีวิต" (Center of Life) มากกว่าสัญชาติ โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในอิสราเอลอย่างต่อเนื่องจะได้รับสิทธิ์ในสวัสดิการเกือบทุกด้าน
ระบบประกันสังคมของอิสราเอลมีสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่เงินช่วยเหลือบุตร เงินชดเชยการตกงาน สวัสดิการผู้ทุพพลภาพ ไปจนถึงบำนาญผู้สูงอายุ (Old Age Pension) นอกจากนี้ยังมีกฎหมายบังคับให้นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญส่วนบุคคล (Private Pension)
ด้านระบบสุขภาพ เบี้ยประกันสุขภาพจะถูกเรียกเก็บผ่านสถาบันประกันสังคมและโอนต่อไปยังกองทุนสุขภาพ (Kupot Cholim) ที่ประชาชนสามารถเลือกสังกัดได้เองตามต้องการ
นอกจากนี้ อิสราเอล ยังมีบำนาญพิเศษสำหรับผู้อพยพ โดยผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมายังอิสราเอล (Oleh) ก่อนอายุเกษียณ (67 ปีสำหรับชาย) มีสิทธิได้รับบำนาญผู้สูงอายุภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด หรือหากย้ายมาหลังอายุเกษียณ จะมีบำนาญพิเศษเชิงสวัสดิการ (Special Old Age Pension) รองรับโดยพิจารณาจากรายได้จากต่างประเทศประกอบกัน
ที่มา: