24 ก.พ. 2569 ระหว่างการประชุม ระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) สมัยที่ 61 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ และความร่วมมือแห่งกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลง อ้างว่า ไทยตั้งฐานทหารในดินแดนกัมพูชา ทำคนกัมพูชากว่า 6.5 แสนคนต้องอพยพ
นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือแห่งกัมพูชา ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในระหว่างการประชุม ระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) สมัยที่ 61 ว่า
วันนี้เรามารวมตัวกันท่ามกลางช่วงเวลาที่สิทธิมนุษยชน เผชิญกับความยากลำบาก กับเรื่องความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ มีการเผชิญหน้า และความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการดำเนินการฝ่ายเดียวที่มากขึ้นที่ทำให้กลไกการปกป้องพลเรือนอ่อนแอลง พลเรือนสูญเสียมากที่สุดจากความขัดแย้งทางการเมือง และการทหาร ขณะที่สิทธิมนุษยชนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปในระยะยาวได้ หากปราศจากสันติภาพ
นายปรัก สุคน กล่าวอ้างถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า แม้มีการหยุดยิงเมื่อช่วงปลายปี 2568 แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังเปราะบางมาก เพราะไทยได้ตั้งฐานที่มั่นทางทหารลึกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ยึดดินแดนและหมู่บ้านหลายแห่ง ขับไล่ชาวบ้าน รวมทั้ง ทำลายบ้านหลายหลัง และไทยตั้งฐานปฏิบัติการทหารแทน โดยกั้นรั้วลวดหนาม ทำให้ชาวกัมพูชากลับเข้าบ้านของตัวเองไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประชาชนกัมพูชา 650,000 คน ต้องอพยพ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความกังวลอย่างมาก ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการใช้ชีวิต สิทธิในความปลอดภัยของตัวเอง เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย สิทธิในการมีที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง และการเข้าถึงการใช้ชีวิตตามเดิมของตัวเอง
นายปรัก สุคน กล่าวว่า กัมพูชายึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การหารือโดยสันติ และทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ควบคู่กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ต้องไปพร้อมกับสันติภาพ ดังนั้น กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ไทยเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด และให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากดินแดนของกัมพูชา
จากนั้น นายปรัก สุคน กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและการยึดมั่นในหลักการของการไม่ใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนของ 2 ประเทศ จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีเสถียรภาพ และมีความเคารพซึ่งกันและกัน