สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ของอิหร่าน ได้ประชุมคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ ใช้เวลา 9 วันหลังจากปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลได้สังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด และทำให้ตะวันออกกลางตกอยู่ภายใต้ไฟสงคราม
ล่าสุด สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่านได้รายงานตามแถลงการณ์ว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภาผู้เชี่ยวชาญมีมติเอกฉันท์แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” วัย 56 ปี เป็นผู้นำคนที่ 3 แห่งระบอบอันศักดิ์สิทธิ์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
แถลงการณ์ระบุว่า สภาผู้เชี่ยวชาญไม่ลังเลแม้แต่น้อยในการเลือกผู้นำคนใหม่ แม้จะต้องเผชิญกับความก้าวร้าวอันโหดเหี้ยมของอาชญากรอย่างอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ที่ชั่วร้าย
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยปรามาสบุตรชายของคาเมเนอีว่าเป็นพวกรุ่นไลต์เวต และย้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า เขาควรมีส่วนในการรับรองผู้นำคนใหม่ โดยทรัมป์ได้กล่าวกับ ABC News ว่า “หากผู้นำคนใหม่ของอิหร่านไม่ได้รับการอนุมัติจากสหรัฐฯ ก็คงอยู่ได้ไม่นาน”
เช่นเดียวกับกองทัพอิสราเอลที่เคยออกมาเตือนถึงผู้สืบทอดอำนาจของอิหร่านทุกคนว่า อิสราเอลจะไม่ลังเลที่จะพุ่งเป้าโจมตี
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ตอบโต้ผ่านรายการของช่อง NBC ว่า การตัดสินใจนี้เป็นเรื่องของอิหร่านเพียงผู้เดียว และจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน พร้อมเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษประชาชนในภูมิภาคนี้ ที่เป็นผู้จุดชนวนสงคราม
อิหร่านรายงาน “โมจตาบา” บาดเจ็บ
วันที่ 9 มี.ค. สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานเกี่ยวกับการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ โมจตาบา คาเมเนอี โดยมีช่วงหนึ่งได้กล่าวว่า “เขาได้รับบาดเจ็บในสงคราม”
ผู้ประกาศข่าวรายงานว่า เขาได้รับบาดเจ็บจากศัตรู ใน “สงครามรอมฎอน” ซึ่งเป็นคำที่สื่อในอิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
บิดาและภรรยาของโมจตาบาเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม
โมจตาบายังไม่ปรากฏตัวให้สาธารณชนเห็นเลยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
“โมจตาบา” เป็น “อยาตอลเลาะห์”
ในการแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ สภาผู้เชี่ยวชาญและสื่อของรัฐบาลอิหร่านได้เรียกเขาว่า “อยาตอลเลาะห์” ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งสูงสุดที่มอบให้แก่นักบวชในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาลี คาเมเนอี ก็ได้รับตำแหน่งอยาตอลเลาะห์เช่นกันเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดในปี 1989
“ปูติน” ส่งข้อความยินดี “โมจตาบา”
ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ได้ส่งข้อความแสดงความยินดีกับ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ในโอกาสที่เขาขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน
ข้อความดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของเครมลินเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ยืนยันถึง “การสนับสนุนอย่างแน่วแน่ของมอสโกต่อเตหะราน” และกล่าวว่า “รัสเซียเป็นและจะยังคงเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของสาธารณรัฐอิสลาม”
ข้อความของปูตินระบุว่า “ในขณะที่อิหร่านกำลังต่อต้านการรุกรานด้วยอาวุธ การดำรงตำแหน่งอันสูงส่งนี้ของคุณย่อมต้องอาศัยความกล้าหาญและความทุ่มเทอย่างยิ่ง ผมเชื่อมั่นว่าคุณจะสานต่องานของบิดาของคุณอย่างมีเกียรติและรวมใจประชาชนชาวอิหร่านให้เป็นหนึ่งเดียว”
ตัวเลขความสูญเสียในอิหร่าน
อาลี จาฟาเรียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงสงคราม 9 วันที่ผ่านมาในอิหร่าน
- มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 12,000 คน และเสียชีวิต 1,255 คน
- ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 8 เดือนถึง 88 ปี
- ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีผู้หญิงประมาณ 200 คน
- เด็ก 168 คนเสียชีวิตในโรงเรียนประถมมินาบ
- บุคลากรทางการแพทย์ 55 คนได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 11 คน
อิหร่านขู่ยึดทรัพย์คนที่เข้าข้างศัตรู
สำนักงานอัยการสูงสุดของอิหร่านระบุว่า “ทรัพย์สินของชาวอิหร่านในต่างประเทศที่เห็นด้วย ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือกับศัตรู จะถูกยึดตามกฎหมาย” ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว IRIB
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “ประกาศนี้อ้างถึงมาตรา 1 ของกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มโทษสำหรับการจารกรรมและการให้ความร่วมมือกับระบอบไซออนิสต์ [อิสราเอล] และประเทศที่เป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ”
ศาลยุติธรรมของอิหร่านย้ำว่า สามารถสั่งยึดทรัพย์สินของ “ศัตรู” ภายในประเทศได้
นักข่าวของสื่อภาษาเปอร์เซียในต่างประเทศหลายคนเคยถูกยึดทรัพย์สินมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
รายงานยังระบุอีกว่า “กิจกรรมข่าวกรองหรือการจารกรรมใด ๆ ที่ดำเนินการในต่างประเทศเพื่อรัฐบาลอิสราเอลหรือสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การยึดทรัพย์สินทั้งหมดและแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต”
ตุรกีเล็งส่งเครื่องบินรบ F-16 ไปไซปรัส
สถานีโทรทัศน์ NTV รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนจากสาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือว่า ตุรกีวางแผนที่จะส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 6 ลำไปยังไซปรัสเหนือในวันที่ 9 มี.ค. เพื่อเสริมกำลังป้องกันชุมชนชาวตุรกีที่นั่น
เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมตุรกีกล่าวว่า ตุรกีกำลังพิจารณาการส่งเครื่องบิน F-16 ไปยังไซปรัส ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ดำเนินการเพื่อรับประกันความมั่นคงของรัฐไซปรัสส่วนที่แยกตัวออกมา ในขณะที่ความขัดแย้งกำลังขยายตัวในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กระทรวงกลาโหมของตุรกีระบุว่า ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 6 ลำ และระบบป้องกันภัยทางอากาศไปยังสาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือที่แยกตัวออกมา
กระทรวงฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “จะมีการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมต่อไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเห็นว่าจำเป็น”
องค์กรสิทธิมนุษยชนแฉอิสราเอล ใช้อาวุธต้องห้าม “ฟอสฟอรัสขาว” ในเลบานอน
องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรต์วอตช์ (HRW) รายงานหลักฐานว่า อิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาว (white phosphorus) ในพื้นที่อยู่อาศัยทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ในรายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวว่า ได้ยืนยันความถูกต้องของภาพถ่าย 7 ภาพที่แสดงให้เห็นกระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงเหนือพื้นที่อยู่อาศัยในโยห์มอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยมีไฟไหม้เกิดขึ้นในบ้านอย่างน้อย 2 หลังเมื่อวันที่ 3 มี.ค.
แรมซี ไคส์ นักวิจัยเลบานอนของฮิวแมนไรต์วอตช์ กล่าวว่า “การใช้ฟอสฟอรัสขาวอย่างผิดกฎหมายของกองทัพอิสราเอลเหนือพื้นที่อยู่อาศัยนั้นน่าตกใจอย่างยิ่งและจะส่งผลร้ายแรงต่อพลเรือน”
เขาเสริมว่า “ผลกระทบจากการเผาไหม้ของฟอสฟอรัสขาวสามารถทำให้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งส่งผลให้ต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต”
การใช้ฟอสฟอรัสขาวระเบิดกลางอากาศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่เลือกเป้าหมายในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ต้องใช้มาตรการป้องกันที่ทำได้ทั้งหมดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อพลเรือน
สารเคมีดังกล่าวจะติดไฟเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนและสามารถทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และสิ่งของพลเรือนอื่น ๆ เกิดไฟไหม้ได้
ฮิวแมนไรต์วอตช์พบว่า ในโยห์มอร์ มีการใช้กระสุนดังกล่าวอย่างผิดกฎหมายเหนือพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่หนาแน่น ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ในบ้านเรือนและทรัพย์สินพลเรือนอื่น ๆ
G7 เตรียมประชุมด่วน
มีรายงานว่า รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 จะจัดการประชุมฉุกเฉินในวันที่ 9 มี.ค. เพื่อหารือเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
ปริมาณน้ำมันสำรองนั้นได้รับการประสานงานโดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) โดยสมาชิก 32 ประเทศของกลุ่มถือครองน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของระบบฉุกเฉินร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมัน
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการเจรจารายงานว่า จนถึงขณะนี้มี 3 ประเทศในกลุ่ม G7 รวมถึงสหรัฐอเมริกา ที่แสดงการสนับสนุนการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกัน ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทม์ส
ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันบาห์เรน
วันที่ 9 มี.ค. วิดีโอที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นเปลวไฟขนาดใหญ่และควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากเขตอุตสาหกรรมที่ตั้งของบริษัทน้ำมันแห่งชาติบาห์เรน (BAPCO)
ต่อมา BAPCO ประกาศเหตุสุดวิสัยสำหรับการขนส่งน้ำมัน (force majeure) หลังจากการโจมตีของอิหร่านทำให้โรงกลั่นน้ำมันเกิดไฟไหม้
สำนักข่าวบาห์เรนซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ รายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศเหตุสุดวิสัย ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้บริษัทได้รับการยกเว้นจากภาระผูกพันตามสัญญาเนื่องจากสถานการณ์พิเศษ
แถลงการณ์ระบุว่า การดำเนินงานของบริษัท “ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ และการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเมื่อเร็ว ๆ นี้”
“ทรัมป์” ไม่แฮปปี้ “โมจตาบา” เป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่
ผู้ประกาศข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับเขาว่า “ผมไม่พอใจ” กับการที่อิหร่านเลือก โมจตาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่
“ทรัมป์” บอกจะตัดสินใจร่วมกับอิสราเอลว่าจะยุติสงครามเมื่อใด
หนังสือพิมพ์ไทม์สออฟอิสราเอลรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะยุติสงครามกับอิหร่านเมื่อใดนั้น จะเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างเขากับเบนจามิน เนทันยาฮู
ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สั้น ๆ กับเดอะไทม์สออฟอิสราเอลเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ทรัมป์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่สุดท้ายแล้วสหรัฐฯ จะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
“ผมคิดว่ามันเป็นการตกลงร่วมกัน…เล็กน้อย เราได้พูดคุยกันแล้ว ผมจะตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม แต่ทุกอย่างจะถูกนำมาพิจารณา” ทรัมป์กล่าว
เมื่อถูกถามว่า อิสราเอลจะสามารถทำสงครามต่อไปได้หรือไม่หลังจากที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยุติการโจมตี ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “ผมไม่คิดว่ามันจำเป็น”
ทรัมป์ยังอ้างในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สั้น ๆ ว่า อิหร่านคงทำลายอิสราเอลไปแล้วหากไม่มีเขาและเนทันยาฮู “อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ นั้น… เราทำงานร่วมกัน เราได้ทำลายประเทศที่ต้องการทำลายอิสราเอล”
อิหร่านเปิดหลักฐาน นาทีขีปนาวุธตกใกล้โรงเรียนประถมหญิงล้วน
จากกรณีการโจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบของอิหร่านจนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 ราย และทางประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของอิหร่านเองนั้น ล่าสุดมีหลักฐานที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของเขา
วิดีโอที่เพิ่งปรากฏออกมาใหม่ แสดงให้เห็นการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่อาคารแห่งหนึ่งในฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองมินาบ
วิดีโอดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน เป็นวิดีโอแรกที่แสดงให้เห็นขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ดังกล่าว
วิดีโอแสดงให้เห็นอาวุธที่ดูภายนอกคล้ายกับขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินโทมาฮอว์ก (Tomahawk Land Attack Missile หรือ TLAM) รุ่น BGM หรือ UGM-109 ของสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายภายในฐานทัพ IRGC
ทั้งนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก โดยยิงจากเรือรบและเรือดำน้ำ ขณะที่อิสราเอลไม่ได้ใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก
รวมเหตุโจมตีตะวันออกกลางเช้านี้
วันที่ 9 มี.ค. ณ เวลา 09.15 น. ตามเวลาประเทศไทย มีรายงานการโจมตีหลายประเทศในตะวันออกกลาง
บาห์เรน: มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 32 คน ในจำนวนนี้ 4 คนอาการสาหัส จากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านที่เมืองซิตรา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปทางใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร ในช่วงเช้ามืดวันนี้ ศูนย์สื่อสารแห่งชาติของราชอาณาจักรบาห์เรนแจ้งว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่พื้นที่อยู่อาศัยของพลเรือนใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และ "ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก" ในกลุ่มผู้บาดเจ็บมีเด็กอยู่ด้วย รวมถึงทารกอายุ 2 เดือน เด็กชาย 2 คน และเด็กหญิงอายุ 17 ปี
คูเวต: กองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติของคูเวตยิงโดรนตกในช่วงเช้า "ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองกำลัง" กองกำลังดังกล่าวระบุว่าได้ยิงโดรนตก "เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาความปลอดภัยของสถานที่สำคัญ"
กาตาร์: กระทรวงกลาโหมระบุในโพสต์บน X ว่า กองกำลังติดอาวุธสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อเช้า
อิหร่านขู่ถล่มโรงงานน้ำมันเพื่อนบ้าน
อิหร่านขู่จะโจมตีโรงงานน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันอย่างน้อย 5 แห่งในและรอบกรุงเตหะราน ทำให้เมืองปกคลุมไปด้วยควันดำและเพิ่มความวิตกกังวลว่าความขัดแย้งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก
สหรัฐฯ พยายามทำให้ตลาดสงบลงขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นโดยให้คำมั่นว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ลูกไฟและควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นเหนือกรุงเตหะรานในวันที่ 8 มี.ค. หลังจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่คลังเก็บน้ำมันอาจทำให้ความพยายามดังกล่าวไม่เป็นผล
บริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันของอิหร่านกล่าวว่า พนักงานอย่างน้อย 4 คนเสียชีวิต ขณะที่หมอกดำปกคลุมเมืองและกลิ่นน้ำมันไหม้ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ การระเบิดในเมืองคาราจซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคและทำให้พื้นที่ปกคลุมไปด้วยควัน
โฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) กล่าวเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า “หากคุณยอมรับราคาน้ำมันที่สูงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ก็จงเล่นเกมนี้ต่อไป”
โฆษก IRGC ยังกล่าวว่า อิหร่านจะตอบโต้หากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังคงดำเนินต่อไป
โฆษก IRGC กล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังโจมตีพลเรือนและโรงงานผลิตเชื้อเพลิง โดยกล่าวว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียควรบีบให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการกระทำดังกล่าว มิเช่นนั้น “จะมีการดำเนินการที่คล้ายคลึงกันในภูมิภาค”
“ทรัมป์” โพสต์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แลกกับความมั่นคงของโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และเป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่นคงของโลก
“ราคาน้ำมันในระยะสั้น ซึ่งจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านสิ้นสุดลง เป็นราคาเล็กน้อยมากที่ต้องจ่ายเพื่อความปลอดภัยและสันติภาพของสหรัฐฯ และโลก มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะคิดต่างออกไป!” เขากล่าวในโพสต์บน Truth Social
การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบครั้งนี้สูงที่สุดนับตั้งแต่การรุกรานยูเครนของรัสเซียในเดือน ก.พ. 2022
ยูเครนเตรียมส่งผู้เชี่ยวชาญโดรนไปตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนของยูเครนจะออกเดินทางไปยังตะวันออกกลางวันที่ 9 มี.ค. พร้อมระบุว่าการแบ่งปันทรัพยากรกับสหรัฐฯ ควรเป็นแบบให้และรับ
ถ้อยแถลงของผู้นำยูเครนมีขึ้นหลังจากถูกถามว่า ยูเครนจะสามารถช่วยเหลือสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติอาหรับเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนของอิหร่านได้หรือไม่
เซเลนสกีกล่าวระหว่างแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ว่า เมื่อลงพื้นที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากพวกเขาได้นำขีดความสามารถที่สั่งสมมามาด้วย
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. เซเลนสกีระบุว่า บรรดาผู้นำชาติอาหรับและสหรัฐฯ ได้ขอความช่วยเหลือจากยูเครนในการต่อต้านโดรนรุ่นชาเฮด (Shahed) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นอาวุธที่รัสเซียได้นำมาใช้ในสงครามยูเครนเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ยูเครนได้ส่งสัญญาณว่า พวกเขาพร้อมจะแบ่งปันองค์ความรู้ในการรับมือกับโดรนให้กับประเทศในตะวันออกกลางท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ทั้งนี้ เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า เขาอยากให้การช่วยเหลือนี้เป็นแบบสองทาง ซึ่งสื่อยูเครนต้องการได้รับขีปนาวุธป้องกันทางอากาศจากสหรัฐฯ เป็นการตอบแทน
เตือนควันพิษ-ฝนกรด หลังอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. อิสราเอลได้โจมตีคลังน้ำมันเชื้อเพลิง 4 แห่ง และศูนย์ขนถ่ายเชื้อเพลิง 1 แห่ง ในกรุงเตหะรานและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และเกิดเพลิงไหม้รุนแรง ส่งผลให้ควันดำหนาทึบลอยปกคลุมเมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 10 ล้านคน
ทางการได้ประกาศเตือนประชาชนในกรุงเตหะราน ให้ระวังมลพิษทางอากาศและความเสี่ยงจาก "ฝนกรด" ที่ปนเปื้อนสารพิษจากควันที่เกิดจากไฟไหม้น้ำมัน โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศ และอยู่แต่ในอาคาร
อย่างไรก็ตาม หน้าต่างบ้านเรือนจำนวนมากถูกแรงอัดมหาศาลจากการระเบิดจนแตกละเอียด
ซาอุฯ รายงานผู้เสียชีวิตรายแรก ตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ
กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับยังคงเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ราย หลังจากมีวัตถุตกใส่ย่านที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นรายงานการเสียชีวิตครั้งแรกในซาอุดีอาระเบียนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น
ทหารสหรัฐฯ สังเวยสงครามอิหร่านรายที่ 7
กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่า ทหารสหรัฐฯ ได้เสียชีวิตเป็นรายที่ 7 หลังได้รับบาดเจ็บจากโจมตีของอิหร่านในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 1 มี.ค.
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศเตือนให้ชาวอิหร่านอยู่แต่ในที่พักอาศัย โดยอ้างว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังปฏิบัติการทางทหารจากพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านได้ใช้พื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นและล้อมรอบด้วยพลเรือนในเมืองต่าง ๆ เช่น เดซฟูล (Dezful) อิสฟาฮาน (Isfahan) และชีราซ (Shiraz) เพื่อใช้เป็นจุดปล่อยโดรนโจมตีและขีปนาวุธ
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชีวิตของพลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากสถานที่ที่ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจะสูญเสียสถานะการได้รับความคุ้มครอง และอาจกลายเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรมได้
อิสราเอลโจมตีศูนย์บัญชาการกองทัพอากาศอิหร่าน
กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า ได้ทำการโจมตีศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองทัพอากาศแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์สั่งการและควบคุมหลักในการดำเนินปฏิบัติการทางอากาศทั้งหมดของอิหร่าน โดยศูนย์บัญชาการแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนโจมตีด้วยขีปนาวุธต่ออิสราเอลและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
กองทัพอิสราเอลยืนยันด้วยว่า ได้สังหาร อโบลกาเซม บาบาเอียน หัวหน้าสำนักงานฝ่ายทหารของผู้นำสูงสุด ระหว่างปฏิบัติการโจมตีใจกลางกรุงเตหะรานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / BBC / CNN / The Guardian